Home > Microsoft > การเพิ่มความเร็ว Windows 10 ให้เร็วแรงแบบ Super Fast

การเพิ่มความเร็ว Windows 10 ให้เร็วแรงแบบ Super Fast

เอาล่ะครับ สวัสดีทุกท่าน สำหรับวันนี้ก็มาถึงคิวของการปรับแต่งการเพิ่มความเร็ว Windows 10 ให้เร็วแรงแบบ Super Fast ( Windows 10 Super Fast ) กันบ้าง คิดว่าหลายๆท่านที่ใช้ Windows 10 ก็คงจะรอบทความปรับแต่งความเร็วต่างๆกันอยู่ จริงๆทางเว็บเรากะจะเอาลงเว็บ varietypc.net อยู่นานมากแล้วล่ะ แต่เพราะการไม่มีสมาธิและต้องดูแลงานหลักด้วย ทำให้ไม่มีเวลาได้เอาลงสักที และส่วนหนึ่งการจะเริ่มต้นบทความใดๆแต่ละเรื่องส่วนใหญ่ก็จะติดปัญหาตรงคำเกริ่นนำนี่แหละเป็นหลัก เพราะถ้าคิดคำเกริ่นนำบทความไม่ออก ก็จะไปต่อจนจบกับบทความยาวๆที่ต้องใช้เวลารวบรวมนานหลายชั่วโมงไม่ได้เหมือนกัน เว้นแต่จะมีอารมณ์ร่วมกับเนื้อหานั้นๆจริงๆเท่านั้น ก็เอาเป็นว่าเรามาดูเนื้อหาและขั้นตอนการปรับแต่งการเพิ่มความเร็ว Windows 10 ให้เร็วแรงแบบ Super Fast กันเลยดีกว่า ว่ารายละเอียดต่างๆจะมีอะไรบ้าง

สำหรับเพื่อนๆที่ใช้ Windows 7, Windows 8, Windows 8.1 และ Windows 10 (บางส่วน) สามารถดูได้จากที่นี่

สำหรับ Windows 10 Super Fast แบบ Full Option ดูได้ที่นี่ หรือถ้ามีอะไรเพิ่มเติมได้อีก ผมจะทยอยใส่ไว้ในบทความต่อๆไป

ขั้นตอนที่ 1 ปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานให้ Windows 10 โดยใช้สคริปซ์ Registry และขั้นตอนนี้จะรองรับได้ทั้ง Windows XP, Windows Vista, Windows 7, Windows 8, Windows 10 ตลอดจนถึง Windows รุ่นใหม่กว่านี้ก็อาจจะยังรองรับได้

โดยก็อบปี้โค้ดด้านล่างไปวางในโปรแกรม Notepad โปรแกรมสามัญที่ติดมากับระบบปฏิบัติการ Windows ทุกเวอร์ชั่น ก็ให้ทำการก็อบปี้โค้ดด้านบนไปวางในโปรแกรม Notepad แล้วบันทึกเป็นชื่อ Registry Tweaks to Make Windows Faster.reg หรือชื่ออะไรก็ได้ตามต้องการ เวลาจะใช้ก็เพียงดับเบิ้ลคลิกไฟล์ที่สร้างขึ้นขึ้นมา + รีสตาร์ทเครื่องใหม่ 1 ครั้ง (ทำแค่ครั้งเดียว แต่อยู่ได้ตลอดไป)

Registry Tweaks to Make Windows Faster.reg เป็นการปรับแต่งการลดระยะเวลาการทำงานให้ระบบโดยรวม ส่วนแต่ละหัวข้อจะมีรายละเอียดว่าอย่างไรบ้างนั้น เพื่อนๆสามารถเลื่อนดูได้จากด้านล่างของหัวข้อนี้ได้เลย

คำอธิบายสำหรับรีจิสตรีแต่ละหัวข้อ

  • AutoEndTasks เป็นการสั่งปิดโปรแกรมทั้งหมดที่กำลังใช้งานอยู่แบบอัตโนมัติเมื่อมีการสั่ง Shutdown หรือ LogOff
  • HungAppTimeout ช่วยลดระยะเวลาในการรอเมื่อมีการสั่งปิดโปรแกรม หากสั่งปิดโปรแกรมนั้นๆด้วยคำสั่ง End Task ใน Task Manager
  • MenuShowDelay สามารถสั่งเพิ่มหรือลดความเร็วการแสดงผลเมนูและเมนูย่อยได้ที่ตัวเลือกนี้
  • WaitToKillAppTimeout ถ้าเราสั่งปิด Application นั้นๆไปแล้ว แต่ไม่มีความคืบหน้าตามเวลาที่กำหนด ให้ระบบสั่งปิดได้ทันที
  • LowLevelHooksTimeout ลดระยะเวลาในการรอ หากเซอร์วิสใดๆไม่มีการตอบสนอง
  • MouseHoverTime ทำให้แสดงคำอธิบายได้เร็วขึ้น เมื่อเลื่อนเม้าส์ไปไว้เหนือหน้าต่างป๊อปอัพ
  • NoLowDiskSpaceChecks ไม่ให้มีการแจ้งเตือนเมื่อพื้นที่ฮาร์ดดิสต์เหลือน้อย
  • LinkResolveIgnoreLinkInfo ป้องกันไม่ให้ระบบเสียเวลาในการค้นหาโปรแกรมที่ไม่มีอยู่ในระบบ
  • NoResolveSearch ป้องกันไม่ให้ Windows ค้นหาไดรฟ์ในการแก้ปัญหาชอร์ตคัท
  • NoInternetOpenWith ปิดการใช้งาน “Search on Internet” หรือ “การค้นหาบนอินเตอร์เน็ต” สำหรับ Open with ที่อยู่ในเมนูคลิกขวา เพื่อให้เราสามารถใช้ดูรายการโปรแกรมได้โดยตรง
  • WaitToKillServiceTimeout ถ้าเราสั่งปิด Service นั้นๆไปแล้ว แต่ไม่มีความคืบหน้าตามเวลาที่กำหนด ให้ระบบสั่งปิดได้ทันที

Restore Default Settings.reg โค้ดนี้จะเอาไว้ใช้ในการคืนค่าซึ่งเป็นค่าดีฟอลล์เหมือนที่ตอนเพิ่งติดตั้ง Windows ใหม่หรือยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงค่าใดๆ

Registry Tweaks Collection to Make Windows 10 Super Fast ( พาสเวิร์ดสำหรับดาวน์โหลดคือ varietypc.net )

ในส่วนของรีจิสตรีสำหรับการเพิ่มหัวข้อ Copy To และ Move To เอาไว้ที่เมนูคลิกขวา ( เอาไว้เพื่อเพิ่มความสะดวกสำหรับก็อบปี้หรือเคลื่อนย้ายไฟล์หรือโฟลเดอร์ไปยังไดรฟ์หรือโฟลเดอร์ที่ต้องการ ) ซึ่ง 2 หัวข้อนี้ซึ่งอยู่รวมกับโค้ดด้านบน เราจะเอาออกหรือเก็บเอาไว้ด้วยก็ได้

ขั้นตอนที่ 2 ปิดแอนิเมชั่นและการแสดงผลบางส่วนที่ไม่จำเป็นต่อการใช้งานกับ Visual Effects

โดยค่าดีฟอลล์ค่าการแสดงผลแอนิเมชั่นและเอฟเฟ็คซ์ต่างๆจะช่วยทำให้หน้าตาโดยรวมของระบบมีความสวยงามและน่าใช้ยิ่งขึ้น แต่คอมพิวเตอร์สำหรับบางท่านอาจมีสเปคเครื่องไม่สูง แต่ต้องการเน้นการใช้งานที่รวดเร็ว เราก็สามารถปิดการแสดงผลบางส่วนที่ไม่จำเป็นลงไปได้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

– โดยกดคีย์ลัด Windows + R เพื่อเรียกหน้าต่าง Run ขึ้นมา แล้วพิมพ์คำสั่ง sysdm.cpl แล้วกด OK

– คลิกแท็บ Advanced -> หัวข้อ Performance คลิกปุ่ม Settings

– เอาเครื่องหมายถูกหน้าหัวข้อดังต่อไปนี้ออก หรือตั้งค่าตามรูปก็ได้

  • Animate controls and elements inside windows
  • Animate windows when minimizing and maximizing
  • Animations in the taskbar
  • Fade or slide menus into view
  • Fade or slide ToolTips into view
  • Fade out menu items after clicking
  • Save taskbar thumbnail previews
  • Show shadows under mouse pointer
  • Show shadows under windows
  • Show translucent selection rectangle
  • Slide open combo boxex
  • Smooth-scroll list boxes
  • Use drop shadows for icon labels on the desktop

เมื่อติ๊กเครื่องหมายถูกออกเสร็จแล้ว ให้คลิกปุ่ม Apply -> OK ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

ขั้นตอนที่ 3 ปิด Play animations in Windows ซึ่งเป็นแอนิเมชั่นทั้งหมดของระบบ Windows 10 โดยเข้าไปตามขั้นตอนต่อไปนี้

– คลิกที่เมนูสตาร์ทแล้วเลือกหัวข้อ Settings หรือกดปุ่มคีย์ลัด Windows + I เพื่อเปิดหน้าต่าง Settings ขึ้นมาเลยก็ได้

– คลิกหัวข้อ Ease of Access -> Other options สังเกตที่หัวข้อ Visual options และ Play animations in Windows ให้ปิดหัวข้อนี้ โดยเลื่อนวงกลมสีดำมาทางซ้าย ดังรูป

ขั้นตอนที่ 4 ปิดการทำงานเอฟเฟ็กซ์โปร่งใสให้เมนูสตาร์ท, ทาสก์บาร์ และแอคชั่นเซ็นเตอร์

สำหรับเอฟเฟ็กซ์โปร่งใสที่ถูกปิดไปนี้จะช่วยทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของระบบดีขึ้น ซึ่งการแสดงผลในส่วนดังกล่าวนี้ ถ้าเราไม่ได้ใช้งานหรือไม่ต้องการความสวยงาม ก็สามารถปิดการทำงานดังกล่าวลงได้ด้วยขั้นตอนดังนี้

– คลิกที่เมนูสตาร์ทแล้วเลือกหัวข้อ Settings หรือกดปุ่มคีย์ลัด Windows + I เพื่อเปิดหน้าต่าง Settings ขึ้นมา

– คลิกหัวข้อ Personalization -> คลิกหัวข้อ Colors -> ปิดการทำงานในหัวข้อ Make Start, taskbar, and action center transparent โดยเลื่อนวงกลมสีดำมาทางซ้าย ดังรูป

ขั้นตอนที่ 5 ปิดความโปร่งใสของทาสก์บาร์ และขอบเมนูต่างๆ

โดยปกติด้วยค่าดีฟอลล์ของ Transparency effects ที่ถูกกำหนดมา ถ้าลากหน้าต่างมาวางไว้ต่ำกว่าหน้าจอ จะสังเกตเห็นได้ว่าเรายังมองทาสก์บาร์ทะลุไปยังหน้าต่างนั้นๆได้ ซึ่งเอ็ฟเฟ็กต์ตัวนี้ถ้าเราไม่ได้ให้ความสำคัญก็สามารถปิดได้

– โดยคลิก Settings -> หัวข้อ Personalization -> คลิกหัวข้อ Colors -> ที่หัวข้อ Transparency effects ให้เลื่อนวงกลมสีดำมาทางซ้าย (หัวข้อ Transparency effects จะมีมาให้กับ Windows 10 Build 15019)

ขั้นตอนที่ 6 เราสามารถปิดตัวเลือกที่ไม่จำเป็นต่อการใช้งานภายใต้หัวข้อ Folder Options ได้เช่นเดียวกัน

– โดยเปิดไอคอน “คอมพิวเตอร์” หรือ This PC ขึ้นมา -> คลิกแท็บ View -> คลิกหัวข้อ Options

– คลิกแท็บ View แล้วเอาเครื่องหมายถูกออกหน้าหัวข้อต่อไปนี้ หรือตั้งค่าตามรูป

  • Display file size information in folder tips แสดงรายละเอียดของไฟล์ในโฟลเดอร์
  • Display the full path in the title bar แสดงเส้นทางของไฟล์และโฟลเดอร์แบบเต็มที่แถบบาร์
  • เลือกหัวข้อ Show hidden files, folders, and drives โชว์ไฟล์, โฟลเดอร์ และไดรฟ์ที่ถูกซ่อนไว้
  • Hide empty drives ซ่อนไดรฟ์ว่างเปล่า
  • Hide extensions for known file types ซ่อนนามสกุลของไฟล์
  • Hide folder merge conflicts หากมีการก็อบปี้หรือมีการย้ายโฟลเดอร์แล้วมีโฟลเดอร์ที่มีชื่อเหมือนกันกับโฟลเดอร์ปลายทาง จะไม่มีการแจ้งเตือน
  • Hide protected operating system files (Recommended) ซ่อนไฟล์และโฟลเดอร์ของระบบเอาไว้ เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดว่าเป็นไฟล์หรือโฟลเดอร์แปลกปลอมจากผู้ใช้งานเอง
  • Launch folder windows in a separate process แยกโปรเซสให้โฟลเดอร์ หากมีอาการแฮงค์ของตัว Windows เกิดขึ้น
  • Restore previous folder windows at logon ถ้ามีการปิดโปรแกรมหรือ Shutdown ระบบใหม่ เมื่อเปิดหรือรีสตาร์ทคอมพิวเตอร์ขึ้นมาใหม่ให้เปิดโฟลเดอร์ล่าสุดก่อน

เมื่อกำหนดค่าต่างๆเสร็จแล้ว ก็กด Apply -> OK

ขั้นตอนที่ 7 ปิดเซอร์วิสที่ไม่จำเป็นของระบบ Windows 10

โดยกดปุ่มคีย์ลัด Windows + R (หรือกดปุ่มเมนูสตาร์ท) แล้วพิมพ์คำสั่ง Services.msc -> แล้วกด Enter

ด้วยการดับเบิ้ลคลิกหัวข้อเซอร์วิสที่ต้องการ จนแสดงหน้าต่างคุณสมบัติดังรูปด้านล่าง

– ที่หัวข้อ Startup type: เลือก Disabled หรือถ้าหากไม่อยากปิดการทำงานถาวร ก็เลือกหัวข้อ Manual เพื่อให้เราสามารถเปิดให้เซอร์วิสของระบบทำงานตามที่เราต้องการด้วยตัวเอง

– ที่หัวข้อ Service status: คลิกปุ่ม Stop เพื่อให้เซอร์วิสดังกล่าวหยุดการทำงานทันที

( เลือกปิดเซอร์วิสที่ต้องการ ด้วยการ Disabled หรือ Manual -> Stop -> Apply -> OK )

รายการเซอร์วิสของระบบ Windows 10 ที่สามารถปิดการทำงานได้ ก็ได้แก่

  • Adobe Acrobat Update Service ถ้าติดตั้งซอฟต์แวร์ตระกูล Adobe และไม่อยากให้มีการอัพเดตอัตโนมัติหรือเริ่มทำงานพร้อมระบบอัตโนมัติ เราสามารถกำหนดการทำงานเป็น Manual ได้
  • Adobe SwitchBoard เซอร์วิสเกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์ Adobe AIR ของ Adobe พ่วงมากับตัวด้านบนเช่นเดียวกัน สามารถกำหนดค่าเป็น Manual ได้
  • Bluetooth Handsfree Service เซอร์วิสสำหรับเทคโนโลยีไร้สาย Bluetooth ที่ทำงานร่วมกันกับคอมพิวเตอร์ พีซีแบรนด์ และโน๊ตบุ๊คที่มีเทคโนโลยี Bluetooth ใส่มาให้ด้วย ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์ทั่วไปหรือโน๊ตบุ๊คที่ไม่ได้ใช้ Bluetooth ก็สามารถปิดตายได้
  • Bluetooth Support Service ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์ทั่วไปหรือโน๊ตบุ๊คที่ไม่ได้ใช้ Bluetooth ก็สามารถปิดตายได้ด้วยเช่นเดียวกัน
  • Computer Browser ถ้าไม่ได้ใช้งานร่วมกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นบนระบบ Network ก็สามารถปิดได้
  • Diagnostic Policy Service จะเป็นตัวที่จะทำหน้าที่วิเคราะห์และช่วยตรวจสอบปัญหาของ Services และ Components ต่างๆ ของระบบ Windows
  • Distributed Link Tracking Client ทำหน้าที่ ดูแลไฟล์ NTFS ของระบบ Windows และเครื่องที่อยู่ในระบบเครือข่าย
  • IP Helper รองรับการใช้งาน IPv6 ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายกับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่แพร่หลายเท่าที่ควร เพราะคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ยังคงใช้ IPv4
  • Link-Layer Topology Discovery Mapper สำหรับคอมพิวเตอร์บนระบบเครือข่าย โดยเฉพาะพวกทำระบบ Diskless และต้องมีการโอนถ่ายข้อมูลหรือไฟล์ขนาดใหญ่ไป-มาตลอดเวลา หัวข้อนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดการทำงาน
  • Microsoft iSCSI Initiator Service สำหรับคอมพิวเตอร์บนระบบเครือข่ายโดยเฉพาะการแชร์ไดรฟ์หรือไฟล์ระหว่างเครื่องแม่ข่ายหรือเครื่องเซิฟเวอร์กับเครื่องลูกข่าย และเครื่องลูกข่ายจำเป็นต้องดึงเอาไดรฟ์ที่ถูกแชร์โดยเครื่องเซิฟเวอร์มาใช้งาน จำเป็นต้องพึ่งเซอร์วิสตัวนี้
  • Offline Files (ถ้ามีการใช้งานไฟล์ร่วมกันบนระบบ Network และเมื่อใช้งานเสร็จ จะมีการเปรียบเทียบระหว่างไฟล์ใหม่และไฟล์เก่า ระบบก็จะมีการถามว่าต้องการให้มีการเขียนไฟล์ทับกันหรือไม่ ถ้าไม่ได้ใช้งานบนระบบ Network ก็สามารถปิดได้)
  • Portable Device Enumerator Service (จะทำหน้าที่ในการตรวจสอบการถ่ายโอนข้อมูลไฟล์มีเดียต่างๆระหว่าง คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบพกพา)
  • Print Spooler (ถ้ามีการใช้งานคอมพิวเตอร์ร่วมกันกับพริ้นเตอร์ หัวข้อนี้ไม่ควรปิด)
  • Remote Registry (ถ้าปิดส่วนนี้ จะทำให้คอมพิวเตอร์เครื่องอื่นในระบบ Network ไม่สามารถสั่งรีโมทระยะไกลมายังคอมพิวเตอร์เครื่องที่ปิดเซอร์วิสตัวนี้ได้)
  • Secondary Logon (จะคอยตรวจสอบสิทธิ์การเข้าใช้โดยผู้ใช้งานอื่นให้สามารถ Log on เข้าสู่ระบบได้)
  • Security Center (แปลตามตัวเลยก็คือ ศูนย์รักษาความปลอดภัย ตรงนี้ถ้าเรามีซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัส ที่มีทั้งแอนตี้ไวรัสและไฟร์วอลล์ในตัวและเป็นซอฟต์แวร์ที่ดีกว่า ก็สามารถปิดการทำงานได้ ด้วยการเลือกเป็น Manual ก็ได้)
  • Server (ถ้าคอมพิวเตอร์ของเราไม่ได้เชื่อมต่อกับระบบเครือข่าย Network ก็สามารถปิดได้ ส่วนนี้จะไม่มีผลกับการใช้งานอินเตอร์เน็ต และจะเกี่ยวข้องกันกับหัวข้อ Computer Browser โดยถ้าสั่งปิดหัวข้อนี้ Computer Browser ก็จะต้องโดนบังคับปิดด้วย)
  • TCP/IP NetBIOS Helper (ถ้าไม่ได้ใช้งานระบบเครือข่ายภายในบ้าน ในสำนักงาน หรือเครือข่าย Workgroup Network ก็สามารถปิดได้)
  • Themes (ถ้าไม่ได้ต้องการใช้งานธีม Windows Aero ก็สามารถปิดได้ แต่ระบบทั้งหมดจะแสดงผลเป็นรูปแบบธีม Windows Classic)
  • Volume Shadow Copy เป็นเครื่องมือสำหรับการบริหารจัดการการก็อบปี้, ลบและกู้คืนไฟล์ โดยเฉพาะกับคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานกันในองค์กรด้วยแล้ว เครื่องมือนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง
  • Windows Audio ถ้าไม่ได้ใช้งานในเรื่องของเสียงกับการฟังเพลง ก็สามารถปิดส่วนนี้ได้
  • Windows Error Reporting Service ถ้าไม่ต้องการให้ระบบรายงาน Error ต่างๆของระบบ
  • Windows Search ปกติถ้าไม่ได้ใช้ระบบค้นหาด้วย Windows Search ก็สามารถปิดได้
  • Windows Time ถ้าไม่ต้องการให้คอมพิวเตอร์มีการอัพเดตเวลาผ่านอินเตอร์เน็ต
  • Windows Update ถ้าไม่ต้องการให้ระบบ Windows ที่เราใช้งานอยู่ มีการอัพเดตแพทช์อัพเดต, ไดร์เวอร์ หรืออัพเดตแอนตี้ไวรัสให้ Windows Defender ก็สามารถปิดการทำงานเซอร์วิสตัวนี้ได้

ขั้นตอนที่ 8 เปลี่ยนการตั้งค่า Power Setting

โดยเข้าไปที่ Control Panel -> Power Options

ปกติแล้วการตั้งค่าการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบให้อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์โดยรวมจะถูกกำหนดเอาไว้ให้ทำงานแบบสมดุลกัน หรือ Balanced (recommended) ซึ่งจะมีการปรับปรุงการทำงานของระบบให้อัตโนมัติ แต่ถ้าผู้ใช้งานไม่สนใจการทำงานในส่วนนี้ แบบว่าอยากให้ระบบการทำงานโดยรวมแรงตลอดเวลา ก็สามารถเปลี่ยนมาใช้ตัวเลือก High performance ได้ แต่ทั้งนี้ อาจไม่เป็นผลดีต่อผู้ที่ใช้งานโน๊ตบุ๊คสักเท่าไร เพราะระยะเวลาการใช้พลังงานของลดลงเร็วขึ้น ต้องชาร์จไฟบ่อยขึ้น

ขั้นตอนที่ 9 ปิดการทำงานของ Startup ที่ไม่จำเป็นต่อการบูตพร้อมกับระบบของ Windows

วิธีการเรียกหน้าต่าง Task Manager ขึ้นมา สามารถทำได้โดย คลิกขวาที่ทาสก์บาร์ แล้วเลือก Task Manager หรือกดปุ่มคีย์ลัด Ctrl + Shift + ESC ก็ได้

ตรงนี้ก็มีส่วนสำคัญเยอะพอสมควร ผู้ใช้งานบางท่านเอาแต่ติดตั้งโปรแกรมลงไปอย่างเดียว และโปรแกรมบางตัวจะถูกสร้างขึ้นมาให้เริ่มการทำงานพร้อมกับการบูตระบบ Windows ยิ่งมีการติดตั้งโปรแกรมเยอะเท่าไร Startup ของโปรแกรมเหล่านั้นก็จะเยอะตามไปด้วย ส่งผลให้กระบวนการบูตเข้าสู่หน้าจอเดสก์ทอปช้าเป็นเงาตามตัว อยากให้ใครหลายๆคนลองมาสำรวจใน Windows Task Manager ตัวนี้ แล้วจะพบว่าที่หัวข้อ Status ถูกตั้งเอาไว้เป็น Enabled แทบจะทั้งหมด และอาจเป็นตัวที่เรียกเซอร์วิสของโปรแกรมนั้นๆขึ้นมาทำงานด้วย ซึ่งจะรวมไปถึงทรัพยากรระบบนอกเหนือจากฮาร์ดดิสต์ที่ทำงานหนักอยู่แล้ว จะส่งผลไปถึง ซีพียู และ แรม จะทำงานหนัก ส่งผลให้การเปิดโปรแกรมอื่นๆทำงานได้ช้าลงตามไปด้วย สังเกตได้จากแท็บ Performance นั่นเอง เมื่อมีการบูตเข้าสู่ระบบเสร็จสิ้น ระหว่างการใช้งานคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นก็จะทำงานได้ช้าเช่นเดียวกัน สังเกตง่ายๆได้จากมุมขวาล่างของหน้าจอหรือ Notification Area จะมีไอคอนโปรแกรมต่างๆโชว์หรือซ่อนอยู่เยอะมาก

นี่แหละอีกตัวการสำคัญครับ เชื่อว่าหลายๆท่านส่วนใหญ่เวลาจะเปิดโปรแกรมขึ้นมาทำงาน คงจะไปเรียกจากไอคอนบนหน้าจอเดสก์ทอปหรือในเมนูสตาร์ทเสียมากกว่ามาเรียกจากมุมขวาล่างของหน้าจอหรือ Notification Area นะ ผมว่า

ทั้งนี้ก็ยังมีอีกหลายๆบทความที่ทางเว็บ VarietyPC.net ได้เคยนำเสนอไปแล้ว เกี่ยวกับการเพิ่มความต่างๆ เพื่อนๆสามารถดูเพิ่มเติมได้จากลิงค์บทความดังต่อไปนี้ครับ

– และทุกเรื่องราวเกี่ยวกับการปรับแต่ง Windows ในหมวด Speedup Windows และการปรับแต่งทั้งหมดที่เกี่ยวข้องในหมวด Windows 10

แต่ถ้าหากมีวิธีการปรับแต่งส่วนใดที่ทางเว็บเรายังไม่มีอีกและสามารถทำได้โดยไม่เกิดผลกระทบต่อการใช้งานใดๆ ทางเราจะเขียนเป็นบทความมานำเสนอกับบทความใหม่ในครั้งต่อไป สวัสดีครับ


  Note. "ทางเว็บไซต์ไม่อนุญาตให้เว็บมาสเตอร์หรือเจ้าของเว็บไซต์ใด คัดลอกบทความหรือรูปภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ต่อบนเว็บไซต์อื่น หากฝ่าฝืนถือเป็นความผิดตามกฎหมายที่ระบุไว้สูงสุด"


เอาล่ะครับ สวัสดีทุกท่าน สำหรับวันนี้ก็มาถึงคิวของการปรับแต่งการเพิ่มความเร็ว Windows 10 ให้เร็วแรงแบบ Super Fast ( Windows 10 Super Fast ) กันบ้าง คิดว่าหลายๆท่านที่ใช้ Windows 10 ก็คงจะรอบทความปรับแต่งความเร็วต่างๆกันอยู่ จริงๆทางเว็บเรากะจะเอาลงเว็บ varietypc.net อยู่นานมากแล้วล่ะ แต่เพราะการไม่มีสมาธิและต้องดูแลงานหลักด้วย ทำให้ไม่มีเวลาได้เอาลงสักที และส่วนหนึ่งการจะเริ่มต้นบทความใดๆแต่ละเรื่องส่วนใหญ่ก็จะติดปัญหาตรงคำเกริ่นนำนี่แหละเป็นหลัก เพราะถ้าคิดคำเกริ่นนำบทความไม่ออก ก็จะไปต่อจนจบกับบทความยาวๆที่ต้องใช้เวลารวบรวมนานหลายชั่วโมงไม่ได้เหมือนกัน เว้นแต่จะมีอารมณ์ร่วมกับเนื้อหานั้นๆจริงๆเท่านั้น ก็เอาเป็นว่าเรามาดูเนื้อหาและขั้นตอนการปรับแต่งการเพิ่มความเร็ว Windows 10 ให้เร็วแรงแบบ Super Fast กันเลยดีกว่า ว่ารายละเอียดต่างๆจะมีอะไรบ้าง สำหรับเพื่อนๆที่ใช้ Windows 7, Windows 8, Windows 8.1 และ Windows 10 (บางส่วน) สามารถดูได้จากที่นี่ การเพิ่มความเร็ว Windows 7 ให้เร็วติดจรวดระดับ Super Fast ! สำหรับ Windows 10 Super Fast แบบ Full Option ดูได้ที่นี่ หรือถ้ามีอะไรเพิ่มเติมได้อีก ผมจะทยอยใส่ไว้ในบทความต่อๆไป ขั้นตอนที่ 1 ปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานให้ Windows 10 โดยใช้สคริปซ์ Registry และขั้นตอนนี้จะรองรับได้ทั้ง Windows XP, Windows Vista, Windows 7, Windows 8, Windows 10 ตลอดจนถึง Windows รุ่นใหม่กว่านี้ก็อาจจะยังรองรับได้ โดยก็อบปี้โค้ดด้านล่างไปวางในโปรแกรม Notepad โปรแกรมสามัญที่ติดมากับระบบปฏิบัติการ Windows ทุกเวอร์ชั่น ก็ให้ทำการก็อบปี้โค้ดด้านบนไปวางในโปรแกรม Notepad แล้วบันทึกเป็นชื่อ Registry Tweaks to Make Windows…

Review Overview

About varietypc

บทความส่วนใหญ่บนเว็บไซต์ VarietyPC.net จะมีการนำเสนอบทความทั้งข้อความและรูปภาพประกอบที่ค่อนข้างละเอียด ส่วนหนึ่งก็เพื่อจุดประสงค์ที่ต้องการให้ผู้ใช้งานมือใหม่สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายและไม่เกร็งหรือกลัวที่จะแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เหมือนเวลาผมเข้าเว็บไซต์บางเว็บที่มีการอธิบายแบบลวกๆ อธิบายไม่เข้าใจ ทำให้งงเป็นไก่ตาแตกไปเป็นวันๆหรือยกเลิกที่จะทำไปเลยก็มี หากเพื่อนๆมีข้อสงสัยส่วนใด สามารถสอบถามได้นะครับ