# Notification.
Notification

Author Topic: แลก Windows ใช้แล้วเป็นของใหม่...เรียกใช้ WinRE  (Read 8931 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline ans58670

  • Webmaster
  • *****
  • Posts: 2040
    • View Profile
จั่วหัวเป็นชุดสำเร็จรูปไปเลย ถ้าไม่รู้ว่าคืออะไร? ให้อ่านไปเรื่อยๆก่อน...

MS DaRT 7 ISO 32-bit

MS DaRT 8 ISO 32-bit part 1
MS DaRT 8 ISO 32-bit part 2

ปกติ Windows มีเครื่องมือช่วยชีวิตให้กับระบบอยู่พอสมควรแก่การใช้งานอยู่แล้ว เพียงแต่ปัญหาคือ Microsoft นั้นเป็นบริษัทประเภทแม่พิกุลทอง จะบอกจะสอนอะไรเพื่อให้ชาวบ้านเขาจะได้รู้ได้เข้าใจ ตะละแม่ก็กลัวดอกพิกุลจะร่วงออกจากปาก ก็เลยจะแปลงเป็นพระอินทร์มาถอดรูปเงาะออกให้พ่อสังข์ทองสักส่วนหนึ่งเพื่อสกัดเหล่า 6 เขยแก้เซ็ง (เช่น Norton Ghost, Acronis True Image หรือ Paragon เป็นต้น)...ฮ่า ฮ่า ฮ่า

หากจะสร้างความปลอดภัยให้กับ Windows NT6 ตามหลักสูตรแบบเป๊ะๆโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Notebook ให้คล้ายกับที่มีปุ่ม Function เพื่อเรียกคืน Windows ให้กลับไปเป็นค่าแรกเริ่มที่เปิดใช้แล้ว จะต้องเริ่มตั้งแต่การแบ่ง Partition ให้กับ Hard Disk ที่มีอยู่แค่ 1 ลูกใน Notebook เสียก่อน (หลักการนี้ถือว่า Computer ถูกติดตั้ง Hard Disk ไว้เพียงแค่ 1 ลูกโด่เด่ หากมีหลายลูกก็ไปพลิกแพลงเอาหน่อย...โตๆกันแล้ว)

เดาเอาตามใจฉันเอง (Microsoft ไม่เกี่ยว) ว่า Hard Disk 1 ลูกควรจะถูกแบ่ง Partition ออกเป็น 4 Partition ดังนี้...

1. System Reserved Partition ที่อยู่ส่วนแรกสุดของ Hard Disk ซึ่งมักจะถูกทำลายเพื่อเอาพื้นที่แค่ไม่ถึง 1GB คืน แต่ประโยชน์หลักของมันจริงๆแล้วก็คือเป็นตัวป้องกันความเสียหายอันจะเกิดขึ้นได้ด้วยสารพัดสาเหตุกับ Windows

ทั้งนี้ใน Partition นี้จะมี File ที่จำเป็นสำหรับ Boot ระบบ Windows และพระเอกของเรื่องนี้ที่ชื่อ Windows Recovery Environment หรือ WinRE แอบอยู่ โดย Windows RE นี้คือเครื่องมือสำคัญของ Windows ที่เอาไว้ซ่อมแซมระบบ นอกจาก 2 อย่างนี้แล้ว ที่เหลือก็จะเป็น Utility ส่วนเสริมต่างๆที่ต้องการแอบเอาไว้ไม่ให้ใครเจอง่ายๆหรือที่ Run บน Drive C: ไม่ได้ เช่น BitLocker

โดย Partition นี้จะเป็น Primary Partition และเป็น Hidden Drive จากการเอา Drive Letter ออก โดยหากดูใน Disk Management จะเห็นว่าเป็น System Partition เพราะเป็น Partition ที่เอาไว้เริ่ม System จึงต้องตั้งค่าเอาไว้ใน Master Partition ของ Sector 0 ให้มีค่าเป็น 80 เพื่อใช้ Boot หรือที่สาธุชนทั้งหลายเรียกมันว่า "Set Active" นั้นแล ขนาดที่เหมาะสมคือไม่ต่ำกว่า 2 เท่าของ WinRE.wim

2. Windows Partition จะอยู่ในลำดับถัดมาจาก System Reserved Partition ใน Hard Disk โดยระบบปฏิบัติการต่างๆจะถูกติดตั้งลงไปใน Partition นี้และถูกกำหนดโดยทั่วไปให้ใช้ Letter ตัวแรกคือ C (A และ B ถูกจำกัดเอาไว้ให้สำหรับ Floppy Disk Drive) ดังนั้นจึงถูกตั้งให้เป็น Drive C: โดย Microsoft บอกว่าจะเอาอย่างนี้ ใครจะทำไม? ถ้าอยากได้ปราสาทคืนก็ให้ไปฟ้องศาลโลกเอาเอง ไม่ให้ตีความยึด Drive Letter เพิ่มนี่ก็บุญแล้ว

โดยหากดูใน Disk Management จะพบว่ามันเป็น Boot Partition คือ เป็น Partition ที่ตอบสนองโดยตรงต่อการทำงานของ System Partition เพื่อดำเนินการ Boot ให้ต่อเนื่อง โดยหากสังเกตุดูชื่อจะพบว่ามักสร้างความเข้าใจผิดให้ชาวบ้านร้านถิ่นอยู่เนื่องๆ กล่าวคือ System Partition เอาไว้ Boot ส่วน Boot Partition เอาไว้ Run System

หากเมื่อใดก็ตามที่เอา System Reserved Partition มารวมไว้กับ Windows Partition เมื่อนั้นจะทำให้ Drive C: ของท่านกลายเป็น System และ Boot Partition ไปในตัวเดียวกัน โดยขนาดของ Boot Partition ที่เหมาะสมคือ ไม่ต่ำกว่า 16GB สำหรับ Windows 32-bit และไม่ต่ำกว่า 20GB สำหรับ Windows 64-bit และควรเป็น Primary Partition

3. Data Partition อยู่ถัดจาก Windows Partition ใน Hard Disk แต่ห้ามเอาไว้ท้ายสุด เป็น Partition ที่เอาไว้เก็บข้อมูลต่างๆตามใจฉัน ไม่มีก็ไม่ตาย เก็บเอาไว้ใน Drive C: ก็ได้ แต่จะออกแนวมั่วและจะมีของหายเกิดขึ้นแน่นอนหากระบบมีปัญหา เป็นได้ทั้ง Primary และ Logical Partition หากต้องการจะแบ่งมันออกอีกเป็นหลายๆ Drive

4. Recovery Partition ควรเอาไว้ท้ายสุดใน Hard Disk และควรเป็น Primary Partition แต่อาจเป็น Logical ก็ได้ เป็นที่เก็บ Windows Image File หรือ Split Windows Image File (Wim/Swm-File) ที่เอาไว้เรียกคืน Windows โดยการใช้ Windows Recovery Environment ใช้ Disk Management เปิดดูจะพบว่ามันชื่อ Recovery Partition เป๊ะๆเลย

Partition นี้ควรมีขนาดใหญ่กว่า Wim/Swm-File ที่เก็บ Image ของ Windows ที่ใช้ ไม่ต่ำกว่า 1GB เพื่อให้หายใจ และเป็น Hidden Partition อย่างไรก็ตาม ไม่มีข้อกำหนดว่าจะต้องเก็บ Wim/Swm-File ที่จะเอาไว้ Recovery ใน Partition นี้ โดยอาจจะเก็บเอาไว้ใน Partition ใดใน Hard Disk ก็ได้ยกเว้น Drive C: ซึ่งเป็น Boot Partition ที่ลง Windows เอาไว้ เพราะในการเรียกคืนมันจะเขียนลงไปบนตัวเองไม่ได้

ให้ข้อสังเกตุว่า Partition ใดที่เป็น Hidden จะไม่ถูกรังแกจาก Virus เพราะ Virus มันโง่ จึงไม่สามารถเข้าถึง Hidden Partition ได้ ทั้งนี้ยังไม่รู้จักคนเขียน Virus คนใดที่สอนให้ Virus อ่าน Kernel Path เป็นนั่นเอง (ชี้โพรงเสียเลย) ด้วยเหตุนี้การกำหนด Partition ที่ไม่อยากให้ใครรบกวนได้ จึงทำเป็น Hidden Partition

เริ่มต้นแค่การเตรียม Hard Disk ให้ถูกระเบียบก็หาวหวอดๆกันแล้วเพราะมีแต่ตัวหนังสือกับทฤษฎี แล้วรอดูต่อๆไปสิคงมีหลับคาจอ [emo02]

Offline fantasy ಠ-ಠ

  • ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
  • N/A
  • *****
  • Posts: 4491
  • เมื่อวานรู้ วันนี้ก็รู้ แต่... พรุ่งนี้ไม่รู้
    • ICQ Messenger - 2484607
    • View Profile
    • iPlusZone.com
๕๕๕
ผมก็เบื่อเจ้า System Reserved เหมือนกัน เพราะมันกินพื้นที่ไป 100MB กับบางคนอาจจะไม่เห็นค่า แต่ผมไม่ยอมให้ยึดไปง่าย ๆ หรอก อีกอย่าง ระบบก็ดันใช้พื้นที่ไม่คุ้มถึง 80% ด้วยซ้ำไป
ฉะนั้น ผมจึงแสดงความเป็นเจ้าของระบบ โดยการลบพาร์ติชั่นนี้ทิ้งไปเสีย และจัดการรวมกับตัวกับพาร์ติชั่นของวินโดวส์ซะเลย เพื่อความสมานฉันท์ และไม่มีการแบ่งฝ่าย
แต่ทั้งนี้ทั้นนั้น เวลาระบบล่ม ถ้าหากไม่มีความสามารถพอ ก็อาจจะถึงขั้นต้องลงวินโดวส์ใหม่ก็เป็นได้ ซึ่งผมก็เคยพลาดไปเมื่อครั้งแรก ๆ ที่เริ่มใช้ Windows 7 แต่พอโดนไปครั้งสองครั้ง ก็เลยได้เรียนรู้จากความผิดพลาดครั้งนั้น หลังจากนั้นก็ไม่เคยพลาดอีกเลย

แต่สำหรับ Recovery Partition ผมทำไม่เป็นจริง ๆ
อยากจะทำเหมือนกับพวกเครื่องมีชื่อทั้งหลาย ที่เวลาวินโดวส์ล่มแก้ไม่ได้ ก็ทำการกู้คืนระบบได้ทันที แต่ก็ต้องสำรองข้อมูลเอาเอง ไม่อย่างนั้นมันจะหายไปทันที เพราะการกู้คืนระบบ มันเหมือนทำให้ได้เครื่องใหม่ที่เพิ่งซื้อมาครั้งแรก

อยากให้ท่าน ans58670 แนะนำวิธีสร้าง Recovery Partition น่ะครับ เพราะบางทีผมก็ขี้เกียจไปกู้ระบบให้วุ่นวาย แค่สั่งกู้คืนแบบไม่เหลือซาก ก็น่าดีไม่น้อย สำหรับเครื่องพนักงานบริษัท ที่บางทีชอบลงโปรแกรมนอกหน้าที [emo05]

Offline ans58670

  • Webmaster
  • *****
  • Posts: 2040
    • View Profile
บอกไว้ก่อนว่าความจริงเรื่องนี้เป็นการประยุกต์นำเอา NT6x Setup Utility มาใช้ร่วมกับ Windows Recovery Environment เนื่องจากที่ผ่านมาในเรื่องของ NT6x Setup Utility ใน Section ของ "เครื่องมือ Recovery ของ Windows" นั้นไม่มีใครสงสัยจะถามอะไรเลย จึงคิดเอาเองว่า
   1. สงสัยจะไม่เข้าใจ เพราะอาจจะทำออกมาให้อ่านไม่รู้เรื่อง
   2. สงสัยว่าไม่รู้จะเอาไปใช้อะไรและอย่างใด?

แต่อย่างไรก็ตาม ก็จะมีคำสั่งของ Windows ใส่เอาไว้ให้ด้วย...เผื่ออยากลำบาก หรือหากจะทำเองล่วงหน้าและหาความรู้เพิ่มเติมเอง ก็เอาตำรามหาเวทย์ Windows Recovery Environment ขนาด 52 หน้าภาคภาษาอังกฤษที่แอบลักจำมาจาก TechNet ไปดูเล่นแก้เซ็งก็แล้วกัน...ไม่มีเม้มและมันไม่ยากสักเท่าไรหรอก...เหอ เหอ เหอ
     Windows Recovery Environment

หากแม้นเราได้แบ่ง Partition ได้ตามที่ Microsoft เปรยๆแต่ข้าพเจ้าระบุเอาไว้แล้ว เราก็จะมีสารช่วยชีวิตอยู่ใน Hidden Partition ต่างๆ ดังนี้
   1. System Reserved Partition จะมี File เอาไว้ Boot และ Windows RE เอาไว้ซ่อม
   2. Recovery Partition จะมี Recovry Image เอาไว้แลก Windows ใช้แล้วให้กลับไปเป็นของสดใหม่เหมือนเดิม

ปกติใน Recovery Partition ของ Notebook หรือ PC มียี่ห้อต่างๆก็จะเก็บ Windows ตัวที่ติดตั้งตอนแรกสุดเอาไว้ใช้ในการเรียกกลับให้มันใหม่สดซิงๆจากการกดปุ่ม Function ตอน Boot เครื่อง แต่ครั้นเมื่อเราใส่โน่นเติมนี่ลงไปใน Windows ของเราจนสาแก่ใจและมั่นใจเสียเต็มประดาว่ามันเสถียรแล้ว ก็อยากจะเอาไอ้ตัวที่ใช้อยู่นี่แหละ ไปแทนที่ของ Recovery Image เดิมที่ติดมากับ Notebook หรือ PC มียี่ห้อต่างๆ เพราะเรามั่นใจว่ามันใหม่กว่า สดกว่าอย่างแน่นอน หรืออาจเป็น Option ในการ Service ลูกค้ารายการหนึ่งหรืออย่างไรก็ว่ากันไป ด้วยความจริงที่ว่า...จะได้ไม่ต้องมากวนบ่อยๆ

ในแบบเดิมๆที่ท่านทั้งหลายเคยใช้เคยรู้จักก็หา UFD หรือแผ่น PE ที่มี Hiren หรืออื่นๆมา Boot แล้ว Ghost หรือ Backup ด้วยเครื่องมือต่างๆ เอา Drive C: ไปเก็บไว้ เวลาจะใช้ก็ Boot เข้าแผ่นหรือ UFD แล้วก็เอาเครื่องมือต่างๆเรียกหา File ที่ Backup เอาไว้กลับมา หรืออาจมี Program แบบสำเร็จรูปแบบ OneKeyGhost อะไรทำนองนี้ เป็นต้น

เครื่องมือทั้งหลายเหล่านี้ ทาง Microsoft มีให้เกือบครบอยู่แล้วโดยไม่ต้องไปซื้อหามาแต่อย่างใด อีกทั้งยังไม่จำเป็นที่จะต้องไปหาแผ่นอะไรมา Boot อีกด้วยเพราะว่ามันใช้วิธีการ Boot จาก System Reserved Partition ที่ปกติหากไม่ถูกรบกวนใดๆ ก็จะเอาไว้ Boot ตัว Windows นั่นแหละ

แต่ปัญหาการ Backup หรือการ Capture Image นั้นมันไม่สามารถทำบนตัวมันเองได้ (เครื่องมืออื่นๆถึงต้อง Boot เข้า CD/DVD อย่างไรเล่า) เราจึงจะต้อง Capture Drive C: ที่เราต้องการเก็บเอาไว้ใช้จากใน Windows Recovery Environment ที่มีอยู่แล้วใน Windows และ Run อยู่ใน Memory โดยไม่ต้อง Boot จาก CD/DVD

...เมื่อถึงตอนนี้ ใครที่มี Image ที่เก็บเอาไว้ใช้เป็น Wim-File อยู่แล้วก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมาทำ Capture Image กันอีก แต่อย่างไรก็ศึกษามันสักหน่อยก็ดี เอาไว้ใส่ลูกเล่นลงใน Windows Recovery Environment ในวาระโอกาสต่างๆกันไป...

ปัญหาของ Windows Recovery Environment คือมันไม่มี Program สำหรับ Capture Image เป็น Wim-File ดังนั้น เราจึงจะเอาเครื่องมือ Capture Image ใส่ให้มันเข้าไป แหม...จะอะไรถ้าไม่ใช้ของตัวเอง คือ NT6x Setup Utility ตั้งแต่ version 8.56.03.26 ขึ้นไป (บทความนี้จัดทำตอนเป็น version นี้ แต่อนาคตคงพัฒนา version ต่อไปเรื่อยๆ)

เครื่องมือที่จะใช้แทน NT6x Setup Utility ในการ Capture Image ให้เป็น Wim-File ได้ก็คือ
   1. ImageX หรือ GImageX พร้อมไฟล์เสริมอีก 8 ไฟล์ให้ครบชุด
   2. Dism ของ Windows 8 พร้อมไฟล์เสริมใน Folder ชื่อ Dism ทั้งหมด
   3. 7-Zip

แต่ก็แนะนำ NT6x Setup Utility อยู่ดี เพราะหากพูดถึง GUI จะใช้ประโยชน์ได้มากกว่า GImageX (แหม...ก็ใครมันทำออกมาเล่า? มันก็ต้องเข้าข้างตัวเองเป็นธรรมดา...ฮิฮิฮิ) ส่วนระยะเวลาในการ Capture Image นั้นจะสั้นจะยาวก็ขึ้นอยู่กับ RAM และ CPU เป็นหลัก โดยในการทดลองใช้ Windows RE ทำ Capture Image ของ Notebook ขนาด 23.5GB ผ่าน NT6x Setup Utility ได้ Wim-File ขนาด 9.5GB ใช้เวลาไป 3 ชั่วโมง 4 นาที!
(โปรดพิจารณาตามความเหมาะสม...แต่มันน่าจะทำ Option ให้ปิด Computer หลังทำงานเสร็จเสียจริงๆ)

ในตอนต่อไปจะว่าถึงการใส่ NT6x Setup Utility เข้าไปใน Windows RE และสร้าง Entry ของ NT6x Setup Utility ให้ไปปรากฏอยู่ใน Menu ของ Windows RE แถมมีรูปประกอบด้วยนะ...กลัวจะเซ็ง [emo02]

Offline fantasy ಠ-ಠ

  • ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
  • N/A
  • *****
  • Posts: 4491
  • เมื่อวานรู้ วันนี้ก็รู้ แต่... พรุ่งนี้ไม่รู้
    • ICQ Messenger - 2484607
    • View Profile
    • iPlusZone.com
ผมว่าที่ไม่มีใครมาถามกัน ก็คงเป็นเพราะ มึนกับมหากาพย์ NT6x Setup Utility นั่นแหล่ะครับ และบางทีอ่าน ๆ อยู่ ก็เกิดคำถามขึ้นในใจ แต่ดันลืมจด เพราะกำลังอ่านอย่างสนุกสนาน พออ่านจบก็เลยลืมคำถามที่จะถาม ซึ่งผมก็เป็นเหมือนกัน บางทีอ่านบทความต่อเนื่อง แล้วเกิดคำถามขึ้นมา แต่ก็ไม่อยากละสายตาจากบทความ เพื่อไปจดคำถาม แล้วพออ่านจบ ก็ลืมไปเลย ๕๕๕
ส่วนเรื่องการอ่านบทความแล้วไม่เข้าใจ อันนี้ก็มีส่วนเช่นกันครับ เพราะความรู้พื้นฐานของแต่ละคนนั้น ย่อมแตกต่างกันไป บางคนอ่านแล้วอาจจะต้องกินยาแก้เมา แก้วิงเวียงศีรษะ อะไรประมาณนี้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นเฉพาะคนทั่วไปนะครับ อาการนี้ผมว่าเป็นกันแทบทุกคนนั่นแหล่ะ

บอกตามตรงว่า มหากาพย์ NT6x Setup Utility ผมก็ยังอ่านไม่จบ เพราะหลาย ๆ ส่วนนั้น ต้องติดตามอย่างขาดเสียมิได้ จึงต้องใช้เวลา (อย่างน้อยสองสามชั่วโมง) และสถานที่ (เงียบสงบ) ที่เป็นใจให้กับการอ่าน เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว อ่านไปก็เสียเวลาเปล่าน่ะครับ เพราะทำให้เก็บเกี่ยวความรู้ไม่ได้เลย

Offline ans58670

  • Webmaster
  • *****
  • Posts: 2040
    • View Profile
เพื่อกันการนินทาจากชาวบ้านว่าแทงกั๊กไม่แทงเต็ง จึงขอบอกขั้นตอนโดยรวมของปฏิบัติการทั้งหมดเสียก่อน โดยหากศึกษาตำราที่ให้ไปได้อย่างถ่องแท้แล้วก็สามารถทำไปเองได้เลย แต่ถ้ายังไม่แน่ใจ ให้ค่อยๆอ่านค่อยๆทำไปเรื่อยๆ แหม...ก็รอกันมาจนป่านฉะนี้แล้ว จะรอต่ออีกหน่อยจะเป็นไรไป? อีกอย่าง ถ้าใส่คำสั่งทั้งหลายลงไปให้ด้วยนี่เห็นทีจะสิ้นชีวีก่อนสำเร็จ ขอเคาะเรื่องคำสั่งของ Windows ไปก็แล้วกัน (ขี้เกียจอย่างแรง)

ขั้นตอนโดยรวมพร้อมทั้งหลักการนั้นเป็นดังนี้
   1. ใส่ NT6x Setup Utility เข้าไปใน WinRE เพื่อนำไปใช้ Capture Image
   2. ใส่ Boot Key Scan Code เข้าไปให้ BCD ใช้เรียก Windows RE เมื่อกดปุ่ม Function ตอน Boot เพื่อตัดปัญหาการไม่ Boot เข้า Windows RE
   3. ใช้ NT6x Setup Utility ที่ใส่เข้าไปใน Windows RE ทำ Capture Image ของระบบที่ทำงานอยู่ไปเก็บไว้ใน Recovery Partition เพื่อนำไปใช้เรียกกลับมาในภายหลังเมื่อต้องการ
   4. สร้างให้ Windows RE สามารถใช้คำสั่ง Setup ของ Windows ทำ Reinstall เอา Recovery Image ที่เก็บเอาไว้ใน Recovery Partition มาใช้ได้

ง่ายๆแค่นี้เอง เห็นไหม? แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเรา Reinstall/Reset โดยใช้ Option ของ Windows RE แล้วสิ่งที่ตามมาคือ
   1. อาจต้อง Activate ใหม่
   2. ค่า International ทั้งหมดเช่น Formats, Current Location และ System Locale อาจจะเปลี่ยนไปเป็นค่า Default คือ en-US หากไม่ทำ Unattend.xml เป็น Answer File เอาไว้ ก็ต้องไปตั้งค่าใหม่เอง
   3. ค่า BCD Store จะกลับไปใช้ค่า Default คือเหลือแต่ Windows ที่ Restore Factory State และไม่แสดง Boot Manager Menu

สงสัยสักหน่อย...ในเมื่อ NT6x Setup Utility นั้นสามารถติดตั้ง Windows ได้เลยจาก Wim/Swm File ใดๆ แล้วทำไมต้องไปใช้ Reinstall หรือ Reset Option ใน Windows RE?
แก้ข้อสงสัย...เพราะหลักการคือ เราต้องการใช้ Recovery Image ที่อยู่ใน Recovery Partititon ที่เป็น Hidden Partition บอกตามตรงว่าถ้าใช้ NT6x Setup Utility ไม่คล่องแล้วเดี๋ยวจะหาไม่เจอ

ดังนี้แล้วเราเริ่มกันที่ของง่ายที่สุดก่อน...

1. ใส่ NT6x Setup Utility เข้าไปใน WinRE เพื่อนำไปใช้ Capture Image
ใน Windows RE นั้นอนุญาตให้ใส่ Tool เข้าไปเท่าไหร่ก็ได้ แต่อนุญาตให้สร้าง Entry เพิ่มเติมจากที่มีอยู่ได้แค่ Entry เดียว ด้วยเหตุนี้จึงเลือกเครื่องมือของตนเองใส่เข้าไปใน Entry ของ Menu เสียเลย แต่ช้าแต่...โดยปกติแล้ว Winre.wim นั้นเป็น Hidden และ System File แถมยังอยู่ใน Hidden Folder เสียอีกด้วย ดังนั้นจะต้องไปเปิด View Option ดังนี้เสียก่อน


โดย Winre.wim นั้นหากไม่ได้ถูกรังควาญอะไรแต่อย่างใด ก็จะถูกเก็บเอาไว้ไม่ที่ใดก็ที่หนึ่งดังนี้
   1. หากไม่ได้เปิดใช้ Windows Recovery ก็จะอยู่ใน
      C:\Windows\System32\Recovery\Winre.wim

   2. หากเปิดใช้ Windows Recovery เอาไว้ จะอยู่ในที่ต่างๆกัน
      ใน Windows 7 จะอยู่ใน C:\Recovery\{GUID}\Winre.wim หรือ
      ใน Windows 8 จะอยู่ใน System Reserved Partition\Recovery\{GUID}\Winre.wim

ตอนนี้เราก็ได้รู้ที่อยู่ของ Winre.wim ที่เราจะใช้แล้ว หรือหากเรามี Winre แบบสำเร็จรูปจัดทำโน่นทำนี่สำเร็จอยู่แล้ว ก็นำของที่มีอยู่มาใช้ก็ได้

ต่อไปก็คือการจัดเตรียม Tool ที่จะใส่ใน Menu ของ Windows RE โดย NT6x Setup Utility จะ Copy เอา File ทั้งหมดใน Folder ที่มี Tool ที่จะใช้เข้าไปใน Winre

สงสัยอีกแล้ว...ทำไมถึง Copy เอา File ทั้งหมดใน Folder?
แก้ข้อสงสัย...ก็เพราะบาง Tool เช่น HBCD นั้นไม่สามารถทำงานได้ด้วย File เพียง File เดียว จะต้องมี File ประกอบ ด้วยเหตุนี้จึงต้องสร้าง Folder ขึ้นมาใส่ Tool ที่จะให้ปรากฏเป็น Entry และ File ประกอบทั้งหมด

พอเอา File ทั้งหลายใส่เข้าไปใน Folder ที่ต้องการแล้ว ซึ่งในการนี้ก็คือ NT6x Setup Utility เพียง File เดียว ก็เปิด NT6x Setup Utility (ไม่ใช่ตัวที่อยู่ใน Folder ที่เตรียมเอาไว้นะจ๊ะ ตัวนั้นอย่าไปยุ่งกับมัน)

...ไปที่ "เครื่องมือ Recovery ของ Windows"...


...ตามด้วย "เครื่องมือสำหรับ Windows Recovery"...


...ปิดการใช้งาน Windows RE เสียก่อน โดยวิธีเปิดใช้ก็ง่ายๆ เลือกที่ "เปิด/ปิด Windows RE ที่ใช้"...


...แล้วก็เลือก "ปิดไม่ใช้ Windows RE" การทำเช่นนี้ หากไม่มีใครไปซนอะไร ตัว Winre.wim จะกลับไปอยู่ใน C:\Windows\System32\Recovery\Winre.wim...


...แต่หากว่ามันปิดอยู่แล้วก็จะขึ้นแบบนี้...

Offline ans58670

  • Webmaster
  • *****
  • Posts: 2040
    • View Profile
...ก่อนที่จะใส่ Tool เข้าไป ควร Copy เอา Winre.wim ไปเก็บสำรองกันพลาดเอาไว้ก่อน จากนั้นจึงจะใส่ Tool โดยเลือก "เพิ่ม Entry และ Tools ให้แก่ Windows RE"...


...ต่อมาก็เลือกเอา NT6x Setup Utility ที่ได้ใส่ Folder เตรียมเอาไว้ โดย Folder ในตัวอย่างนี้ใช้ชื่อว่า RETool...


...หน้าต่อไปให้ใส่ Parameter ซึ่ง NT6x Setup Utility นี้ต้องใส่ Parameter ใดๆ...


...ถัดมาให้เลือกว่าจะนำไปใช้กับ Windows ตัวไหน? ให้ปล่อยว่างเอาไว้ เพราะเราจะใช้กับ Windows ที่กำลังทำงานอยู่...


...แล้วก็จะถามหาว่า Winre.wim อยู่ไหน ก็เลือกไปที่ C:\Windows\System32\Recovery\Winre.wim...


...จากนั้นเลือก Image ใน Winre.wim ที่ต้องการ ซึ่งมันก็มีอยู่แค่ตัวเดียวเท่านั้นแหละ ขึ้นอยู่กับว่าเป็น 32-bit หรือ 64-bit เท่านั้น...


...แล้วก็เลือก Folder เปล่าๆมาให้ Mount ตัว Winre.wim...


...จากนั้นก็จะถามตามธรรมเนียม ดูรายละเอียดให้ถูกต้องก่อนกด OK...


...พร้อมข้อความเตือนอีกครั้งให้สำรอง Winre.wim ตัวดั้งเดิม...


...ปล่อยให้มันทำงานของมันไป...


...พอเสร็จแล้วก็จะมีข้อความบอก แต่อะไรก็ไม่สำคัญเท่าการบอกขนาดของ RAM Drive ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน หากเป็น Winre.wim เดิมๆจะมีขนาดแค่ 32MB ซึ่งไม่เพียงพอต่อการทำงานแน่นอน เพราะเมื่อเรียกใช้ NT6x Setup Utility จะต้องแตก File ออกลงใน Temp Folder ใน RAM Drive โดยจะมีขนาดเมื่อแตก File แล้วอยู่ที่ประมาณ 38MB ซึ่งจะใหญ่กว่าขนาดของ RAM Drive 32MB ดังนั้นจะทำให้ไม่สามารใช้งาน NT6x Setup Utility บน Windows RE ได้ (บอกให้เป็นแนวทาง ลองเอาไปพิจารณาประยุกต์ใช้กับกรณีอื่นๆดูเอาเอง) ด้วยเหตุนี้ เมื่อพิจารณาแล้วว่าจะต้องใช้พื้นที่มากกว่าขนาดดั้งเดิมที่ติดตั้งมา ก็จงเลือก "OK" เพื่อเปลี่ยนขนาดของ RAM Drive


...จัดเต็มลงไปที่ 512MB เสียเลย แต่อย่าลืมคำนึงด้วยว่า RAM ของเราจะมีเหลือพอที่จะใช้ทำงานอื่นๆหรือเปล่า?...


...ปล่อยให้ทำโน่นทำนี่ไปจนเสร็จ...


เพียงเท่านี้เราก็ได้ใส่ NT6x Setup Utility เป็น Tool เข้าไปใน Windows Recovery Environment เสร็จแล้ว ส่วนการจัดเตรียม Partition นั้น...ยังทำตอนนี้ไม่ได้ เพราะเรายังไม่ทราบขนาดของ Recovery Image คงต้องรอไปก่อน

การบ้าน...
ถ้าเราสร้าง PE7 โดยใช้ Make PE3 ที่สร้างจาก Windows Recovery Environment ของ Windows 7 (ไม่ใช่ตัวที่สร้างจาก Windows 7 Setup CD/DVD) จากนั้นเอา //SOURCES/BOOT.wim มาเปลี่ยนชื่อเป็น Winre.wim แล้วใช้แทน Winre.wim ใน Windows 7 แล้วจะเป็นอย่างไร?...วิธีเปลี่ยน Winre.wim ที่จะใช้ให้ลองคิดเอาเองแก้เซ็งไปก่อน แต่ก็จะมีเฉลยให้ในตอนต่อไป... [emo02]

Offline ans58670

  • Webmaster
  • *****
  • Posts: 2040
    • View Profile
2. ใส่ Boot Key Scan Code เข้าไปให้ BCD ใช้เรียก Windows RE เมื่อกดปุ่ม Function ตอน Boot เพื่อตัดปัญหาการไม่ Boot เข้า Windows RE
ใน Windows 8 ไม่ต้องพูดถึงเพราะ...ไม่มี Option ให้ Repair Windows เพื่อเรียกใช้ Windows Recovery Environment แต่ใน Windows 7 นั้น หากตอน Boot ไม่แสดง Boot Manager Menu ก็ต้องกด F8 เพื่อเรียกเข้า Extend Menu แล้วเลือก Option แรกเพื่อ Repair Windows

แต่เคยแปลกใจบ้างไหมว่า...ทำไมบางทีเจ้า Windows Recovery Environment ถึงโผล่ขึ้นมาเองเมื่อเวลาที่ไม่ได้เรียกใช้? Windows Recovery Environment จะทำงานเองโดยอัตโนนาโถเมื่อ...Windows ไม่สามารถ Boot ได้

ตอบได้กำปั้นทุบดินมาก แต่ข้องใจว่า ไฉนเลยจะรู้ว่า Boot ได้หรือไม่ได้ประการใด? แล้วเมื่อใดจะเรียกใช้ Windows RE โดยอัตโนมัติ?

เมื่อมีการต่อความยาว เราก็ต้องสาวความยืดสักหน่อย ใครไม่อยากรู้ว่ามันทำงานอย่างไรเพื่อเพิ่มความรู้ก็ไม่ต้องอ่าน! (ออกแนว...อีกแล้ว)

ต้องเล่าเรื่องย้อนหลังกลับไปนานถึงตอนสมัยที่เริ่มเปิด Computer หลังจาก POST และทำอะไรต่อมิอะไรเรียบร้อยแล้ว ทาง BIOS อ่าน Boot Sector พบว่าให้เรียกใช้ BOOTMGR เป็น Loader ก็จะเรียก BOOTMGR ส่วนหัวที่เป็น 16-bit มาเริ่มงานสร้างความคุ้นเคยให้ได้รู้จักกับ 32-bit ก่อนจะส่งงานไปเป็น 32-bit เต็มตัวให้ Windows Loader ที่อยู่ในส่วนหลังของ BOOTMGR

(ในตอนแรกสุดเช่นนี้ ระบบจะไม่รู้จัก 32-bit จึงสามารถเรียกใช้งานได้แต่โปรแกรมประเภท 16-bit ทำให้ BOOTMGR ต้องเขียนออกมาเป็น 2 ส่วนคือ 16-bit ที่หัวของ File สำหรับตอนเริ่มเป็นรอยต่อจาก BIOS แล้วส่วนหลังจะเป็น 32-bit ในชื่อ Internal Name ว่า Winloader.exe...คุ้นชื่อไหม?)

พองานมาถึงมือ Windows Loader ก็จะตั้งค่า Status Flag เอาไว้ให้ทราบว่ากระบวนการ Boot กำลังเริ่มขึ้นแล้ว และจะถูกล้าง Flag นี้ไปเมื่อเข้าสู่หน้า Windows Logon ดังนั้นหากเมื่อใดก็ตามที่เมื่อ Boot แล้วเข้ามาไม่ถึงหน้า Windows Logon เป็นเหตุให้ค่า Flag ของการ Boot ค้างอยู่ ก็จะถือว่า Boot ไม่สำเร็จ

ทีนี้พอการ Boot ครั้งต่อไป เจ้า Windows Loader จะตั้งค่า Status Flag ให้ใหม่ แต่ดันพบว่ามี Boot Status Flag ค้างอยู่ ในฐานะที่มันชื่อ Windows Loader มันจึงปฏิบัติหน้าที่ Loader โดย Load เอา Windows RE มาให้แทน Windows OS เพื่อซ่อมแซมเหตุต่างๆที่ทำให้ Boot ไม่ได้ (ติด Flag)...ค่อยๆอ่านใหม่ก็ได้ถ้าไม่เข้าใจ

อย่างไรก็ตามในบางกรณีที่ Boot Loader ไม่สามารถอ่านหรือเขียน Boot Status Flag ก็จะทำให้ไม่ Load เอา Windows RE มาโดยอัตโนมัติได้ ทีนี้แหละ ถึงคราวที่จะต้องใช้ปุ่ม Function F8 หรือไม่เช่นนั้นก็สร้าง Boot Key Scan Code ให้เรียกใช้ Windows RE แบบ Manual

Boot Key Scan Code ในส่วนนี้จะทำต่อไปนี้ คือการสร้างปุ่ม Function ขึ้นมา 1 ปุ่มให้ Boot Loader รู้จักและ Load เอา Windows RE มาใช้เมื่อกดปุ่มนั้นในตอน Boot Windows นั่นเอง

ตอนนี้ใน Windows 7 RE ที่ใส่ NT6x Setup Utility เข้าไปแล้ว ควรจะมี Option ต่างๆที่สำคัญเรียงลำดับดังนี้

   1. Startup Repair
   2. System Restore
   3. System Image Recovery
   4. Windows Memmory Diagnostic
   5. Command Prompt
   6. NT6x Setup Utility®

แล้วตัวไหนเขาเอาไว้ทำอะไร? และมันทำงานอย่างไร? ซึ่งจะว่าถึง Windows 7 RE กันอย่างเดียวก่อน ส่วนของ Windows 8 RE นั้นค่อยมาว่ากัน [emo02]

Offline ans58670

  • Webmaster
  • *****
  • Posts: 2040
    • View Profile
Startup Repair
จะแก้อาการ Boot ไม่ได้ของ Windows ที่มีสาเหตุมาจาก...
- Registry เกกมะเหรกเกเร
- System File และ/หรือ Driver File หายตัวไป หรือชำรุด
- Disk Metadata (MBR, Partition Table และ Boot Sector) ไม่ปกติ
- File System Metadata ผิดสำแดง
- การติดตั้ง Driver มีปัญหาหรือเข้าไม่ได้กับระบบ (ก็ลง Driver มั่วนั่นแหละ)
- การติดตั้ง Windows Service Pack และ Patch ต่างๆเข้าไม่ได้กับระบบ (ลงมั่วอีกแล้ว)
- Boot Configuration Data (BCD) มีปัญหา
- หน่วยความจำและ Hard Disk มีปัญหา ซึ่งในกรณีนี้แก้ไม่ได้ แต่จะตรวจสอบเพียงอย่างเดียว

ในทางตรงกันข้าม Startup Repair จะไม่สามารถแก้อาการ Boot ไม่ได้ของ Windows ที่มีสาเหตุมาจาก...
- Firmware และชิ้นส่วน Hardware ไม่ทำงานอย่างที่ควรจะเป็น
- ปัญหาอันเกิดมาจากการติดตั้ง Windows แบบ Clean Installation หรือการ Upgrades เช่น จาก Windows XP ไปเป็น Windows 7
- TechNet Products IT Resources Downloads Training Support
- Windows Logon มีข้อผิดพลาด เพราะมันเลยจากส่วนของการ Boot ไปแล้ว
- Virus และ Malicious Software ต่างๆ

ซึ่งในขั้นตอนการทำงานของ Startup Repair ที่เราเห็นแถบสีน้ำเงินหรือ Progress Bar วิ่งไปวิ่งมาอยู่เป็นนานสองนานนั้น มันจะดำเนินการเรียงลำดับไป 13 ขั้นตอนดังนี้...
   1. ทดสอบ Disk Metadata เพื่อยืนยันความถูกต้องของ MBR, Partition Table และ Boot Sector
   2. ตรวจเลือกระบบปฏิบัติการ โดยหาดูที่ที่ใช้ติดตั้ง Windows จาก Boot Configuration Data (BCD)
   3. ทดสอบ Registry Hive เพื่อยืนยันความถูกต้อง
   4. ทดสอบ Volume Metadata แบบรวดเร็วเพื่อยืนยันว่ามี Windows Directory อยู่
   5. วินิจฉัยตรวจสอบ Event Log การเปลี่ยนแปลงที่มามาใน Windows
   6. ทดสอบ Boot Status เพื่อยืนยันว่าที่ผ่านมานั้น Windows ได้ทำการ Start ไม่สำเร็จ
   7. ตรวจสอบ Setup State ว่ามีความผิดพลาดเกิดขึ้นในระหว่างการติดตั้ง Windows หรือไม่?
   8. วิเคราะห์ Bugcheck (นี่คือชื่อจริงของ Blue Screen Of Death หรือ BSOD ที่เรียกขานกัน) จาก Crash Dump ที่สร้างขึ้นระหว่างการพยายาม Startup ที่ไม่สำเร็จ
   9. วิเคราะห์ Software Installation Log เพื่อหาดูว่าได้มี Windows updates ถูกติดตั้งไปก่อนหน้านี้หรือไม่?
  10. วินิจฉัยความล้มเหลวของ Disk โดยตรวจสอบ สถานะของ SMART (Self-Monitoring, Analysis, and Reporting Technology) ของ Hard Disk
  11. สั่ง Chkdsk เพื่อตรวจหาปัญหาด้าน File System Metadata
  12. ทดสอบความถูกต้องของ Binary File เพื่อยืนยันความถูกต้องของ System File ที่ต้องใช้ในการ Startup.
  13. ทดสอบ Access Control List (ACL) เพื่อยืนยันว่า System File ที่ต้องใช้ในการ Boot มี Access Control List ที่ถูกต้อง

ส่วนในปฏิบัติการเพื่อซ่อม Startup ของ Windows นั้น สิ่งที่ Startup Repair ทำโดยอัตโนมัติก็ได้แก่
   - Boot Critical Disk Meta-data Repair (BCDMD) คือการซ่อม MBR, Partition Table หรือไม่ก็ Boot Sector
   - สั่ง ChkDsk ใน Repair Mode
   - ซ่อม File ที่เสียหายใน System File ด้วยการเอาจากที่มี Backup เอาไว้มาใช้แทน
   - ใช้ BootCfg สร้าง Boot Configuration Data (BCD) ขึ้นมาใหม่
   - ใช้ System Restore เพื่อเรียก System State กลับมา
   - ซ่อม Access Control List (ACL) ด้วยการตั้งค่าให้กลับไปใช้ค่า Default
   - เรียกกลับ Registry ที่มีความเสียหายใน Registry Hive ด้วย Registry ที่ได้ Backup เอาไว้
   - เปลี่ยนแปลงการตั้งค่า Crash on Audit Failure ด้วยการปิด Windows Audit โดยมีเพียง Administrator เท่านั้นที่จะ Logon เข้า Windows ได้
   - เรียกใช้ Memory Diagnostic เพื่อใช้ตรวจวินิจฉัย Windows Memory

โอ้...ช่างน่าเบื่อและเป็นเรื่องยาวที่จบยากกว่าละครเรื่องขุนแผนในสมัยก่อนเสียอีก แต่ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าไม่ต้องการให้สักแต่ว่าทำได้...แต่ไม่เข้าใจ แต่ต้องการให้เข้าใจ...ก่อนที่จะทำ โดยเฉพาะ Windows RE ที่เน้นได้เลยว่า "คนไทย" น้อยคนที่จะเข้าใจ จึงอยากชวนให้มาร่วมกันเป็นคนส่วนน้อยเท่านั้นแหละ เดี๋ยวคนแก่ตายไปแล้วคนไทยที่รู้เรื่องจะยิ่งน้อยลง อีกทั้งคนไทยบางคนมันก็เก่งจริงๆนั้นแหละ ถึงขั้นไปสอนฝรั่งได้ แต่ดันไม่สอนคนไทยด้วยกันก็มี...หุหุหุ [emo02]

Offline ans58670

  • Webmaster
  • *****
  • Posts: 2040
    • View Profile
เครื่องมือที่เหลือนอกจาก Startup Repair แล้วก็น่าจะรู้จักกันอยู่แล้วจึงขอละไว้ไม่อธิบาย โดยมาดูกันที่ Boot Key Scan Code ดีกว่า ซึ่งมี Function Key ต่างๆเป็น Hex Code ดังนี้

Key     Scan code
F1       0x3b00
F2       0x3c00
F3       0x3d00
F4       0x3e00
F5       ไม่ให้ใช้ เพราะ Windows เก็บเอาไว้ใช้เอง ลองนึกดูสิว่ามันเป็นปุ่มอะไร?
F6       0x4000
F7       0x4100
F8       ไม่ให้ใช้ เพราะ Windows เก็บเอาไว้ใช้เอง กดดูแล้วมันจะเป็นอะไรหว่า?
F9       0x4300
F10     0x4400
F11     0x8500
F12     0x8600

โดยใน NT6x Setup Utility ได้ตัดทิ้งไปอีก 1 ตัวคือ F2 เพราะ...เพื่อความเหมาะสม (เหตุผลแบบครอบจักรวาล)

...หากดูการตั้งค่าโดยปกติก่อนที่จะลงมือทำอะไรต่อไป จะเห็นคล้ายกับรูป โดยเน้นอยู่ 2 ที่คือในกรอบสีแดง อันบนแสดงว่าปิด Windows RE เอาไว้ จึงมีค่าเป็น "0" ส่วนอันล่างคือยังไม่มีปุ่ม Function ที่จะกำหนดให้ใช้ จึงมีค่าเป็น "0x0"...


...จะตั้งค่า Boot Key Scan Code ต้องเข้าไปเลือก Windows RE ที่จะใช้ที่ "เลือก Windows RE ที่จะใช้แทน Default"...


...ทีนี้ก็จะขึ้นคำเตือน 2 ข้อ...
   ข้อ 1 เขียนขู่เอาไว้ เพราะความจริงแล้ว ระบบจะ Move เอา Winre.wim ที่จะใช้ไปไว้ที่ Folder ชื่อ \\Recovery\{GUID}\Winre.wim เพื่อใช้เรียก Boot จึงทำให้มันไม่อยู่ในที่เดิมเหมือนถูก Delete ทิ้ง แต่เมื่อใดก็ตามที่เราปิด Windows RE แล้วมันก็จะกลับไปยังบ้านเก่า
   ข้อ 2 ถ้าทำตามมาตั้งแต่ต้น มันก็จะปิดเอาไว้อยู่แล้ว


...ต่อไปคือให้เลือกว่าจะใช้ Winre.wim จาก Folder ไหน? สังเกตุว่าจะถามหาแต่ Folder เพราะเดี๋ยว NT6x Setup Utility จะตรวจสอบให้เองว่าในนั้นมี Winre.wim หรือไม่?...


...ตอนเลือก OS ให้ปล่อยว่าง เพราะเราจะทำงานกับ OS ที่ใช้อยู่...หากมีหลาย Windows OS ก็ลองได้นะจ๊ะ เพราะมันสามารถทำงานแบบ Offline ได้ แล้วจะได้รู้อะไรต่อมิอะไรเพิ่มขึ้นมาอีกนิดหน่อย มันไม่พังหรอก เพราะเราเปลี่ยน OS ที่จะใช้งานกลับมาได้อยู่แล้ว...


...แล้วก็มาถึงการตั้งค่าปุ่ม Function จะเห็นว่า F2 หายไป แต่ได้ "ไม่ตั้งค่าปุ่ม Function" เข้ามาแทน เพราะถูกจำกัดโดย WizApp เอาไว้ว่ามีได้แค่ 10 ตัวเลือก...เลือกเอา F12 ก็แล้วกัน...


...แล้วจะเจอคำขู่อีกครั้ง ซึ่งความจริงแล้วก็แค่อยากจะให้ Copy เอาตัวต้นฉบับดั้งเดิมเก็บไว้เท่านั้นแหละ...


...ทำงานจริงๆแค่กระพริบตาก็เสร็จแล้ว แล้วก็จะมีคำเตือนว่าอย่าลืมเปิดใช้เสียเล่า...


...หลังจากเปิดใช้เรียบร้อยแล้ว ลองสังเกตุดูในกรอบสีแดงก็จะได้...
   กรอบที่ 1 Status เป็น "1" หรือ "Enable"
   กรอบที่ 2 บรรทัดแรก แจ้งว่าไอ้เจ้า Winre.wim ที่ใช้นี้ ไปเอามาจากไหน?
                 บรรทัดที่สอง แจ้งว่าตอนนี้ Wimre.wim นี้ได้ถูกนำไปสิงสถิตย์อยู่ ณ ที่ใด?
                 บรรทัดที่สาม บอกให้รู้ว่าใน BCD Store นั้นเวลา Boot ให้เรียกจาก Entry ชื่ออะไร? (เอาตำรา BCDEDit ไหม? มีแจกนะ ถ้าคิดจะเอาจริง)
   กรอบที่ 3 บอกว่า Boot Key Scan Code เป็น "0x8600" เมื่อนำไปเทียบกับตาราง Function Key ที่ให้ไว้ข้างบน ก็คือ F12


...ไม่ต้องใช้ Option ข้อ "ตั้งให้เข้า Windows RE เมื่อ Boot ครั้งต่อไป" โดยลอง Reboot เมื่อผ่าน POST และเรื่อง BIOS ทั้งหลายแล้วกด F12 ดู (เหมือนตอนกด F8 เพื่อเรียก Extend Menu ของ Boot Manager Menu) ก็จะเข้า Windows Recovery Environment โดยให้ตั้งค่า Keyboard Input และเลือก User ก่อนเข้า Menu...


คราวหน้าก็จะ Capture Image เพื่อเอาไปใช้แทน Reset หรือ Reinstall Image ของระบบ ซึ่งไม่ยาก เสียแค่นานเท่านั้นเอง ซึ่งเหล่าสุภาพบุรุษจุฑาเทพคนไหนใครจะลองก่อนล่วงหน้าก็ได้นะ...ไม่ว่ากัน [emo02]

Offline ans58670

  • Webmaster
  • *****
  • Posts: 2040
    • View Profile
3. ใช้ NT6x Setup Utility ที่ใส่เข้าไปใน Windows RE ทำ Capture Image ของระบบที่ทำงานอยู่ไปเก็บไว้ใน Recovery Partition เพื่อนำไปใช้เรียกกลับมาในภายหลังเมื่อต้องการ
หวังว่าคงจะยังไม่ได้เตรียม Partition ที่ท้าย HDD เอาไว้ก่อนนะจ๊ะ ทั้งนี้เนื่องจากยังไม่ทราบว่า Image ที่จะ Capture นั้นมีขนาดเท่าไหร่ โดยขั้นตอนในส่วนที่ 3 นี้จะได้แก่
   1. เข้า Windows RE ไป Capture Image ใส่ไปใน HDD ที่ใดที่หนึ่งเป็นการชั่วคราว
   2. เข้า Windows OS ไปจัดเตรียม Recovery Partition
   3. ย้าย Recovery Image ไปไว้ใน Recovery Partition
   4. ย้าย Windows RE ไปไว้ใน Recovery Partition (เป็นตัวเลือก จะปล่อยเอาไว้ที่เดิมก็ได้)

แค่นี้เอง ทำเองก็ได้กระมัง? แต่ก็อย่างว่านะ มันครึ่งๆกลางๆอย่างไรแปลกๆ ดังนั้นก็มาว่ากันไปต่อในส่วนที่สามเลยดีกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ได้บอกไปตั้งแต่ต้นแล้วว่าหากมี Wim/Swm-File ที่เป็นต้นแบบอยู่แล้ว (ไม่ใช่ Ghost) ก็ไม่ต้องมา Capture Image เช่นนี้ให้เสียเวลาเป็นชั่วโมงอีก นอกจากอยากจะได้แบบที่ใส่โน่นใส่นี่ไปแล้วเท่านั้น...

มาเริ่มต่อไปด้วยการ...เข้า Windows RE ไป Capture Image ใส่ไปใน HDD ที่ใดที่หนึ่งเป็นการชั่วคราว

...เมื่อ Restart Windows แล้วกด F12 เพื่อเข้าสู่ Windows Recovery Environment ก็ให้เลือก NT6x Setup Utility แล้วจะได้หน้านี้ออกมาซึ่งจะปรากฏก็ต่อเมื่อใช้งาน NT6x Setup Utility ใน Windows RE เท่านั้น โดยจะถูกบังคับใช้ภาษาอังกฤษ (เป็นภาษาไทยแล้วอ่านไม่รู้เรื่อง และขี้เกียจใส่ Language Pack ภาษาไทยของ Windows RE) ซึ่งในตอนแรกนี้ให้เลือก "Work with NT6x Setup Utility" เพื่อเข้า Menu ปกติ...


...เลือก "Backup and Restore Image File"...


...จากนั้นก็เลือก "Capture Drive to Wim-File"...


...ต่อมาก็เลือก "Create" เพื่อจะสร้าง Wim-File ใหม่...


...มันจะทำงานอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจะขึ้นมาให้เลือก Drive ที่จะ Capture Image ซึ่งจะมีแต่ใน Windows RE เท่านั้น หากทำงานใน Windows OS ทั่วๆไปจะเป็นหน้าให้ Browse หาเอาเอง ทั้งนี้เพราะเราสามารถใช้มันในการ Backup เก็บ Folder ต่างๆที่ไม่ใช้ OS ก็ได้ ซึ่งใน Windows RE นี้เราจะเก็บ OS ของ Windows ที่ใช้งานอยู่ที่ปกติก็จะเป็น Drive C:...


...จากนั้นจะให้ตั้งชื่อให้ Image...ย้ำว่าตั้งชื่อให้ Image...ไม่ใช่ให้ตั้งชื่อให้ Wim-File...


...แล้วจะให้ใส่คำบรรยายของ Image นั้นๆ...


...คราวนี้แหละ ให้ Browse หาที่ๆจะเก็บ Wim-File และที่สำคัญที่สุด...ต้องตั้งชื่อว่า Install.wim เท่านั้น...


...จะถามเพื่อให้ตรวจสอบความถูกต้อง...


...แล้วก็ปล่อยให้มันทำงานไปจนเสร็จ ซึ่งนานน่านอนเป็นอย่างยิ่ง...


ลำดับต่อไปไปก็จะเข้า Windows OS ไปจัดเตรียม Recovery Partition และต่อๆไป [emo02]

Offline ans58670

  • Webmaster
  • *****
  • Posts: 2040
    • View Profile
ตอนนี้จะมา...เข้า Windows OS ไปจัดเตรียม Recovery Partition

...เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นจึงทำใน Windows 8 มาให้ดู โดย Disk 1 ในกรอบสีแดงจะเห็นแค่ 2 Partition ส่วน Disk 2 ขนาด 7.45GB นั้นคือ USB Flash Drive ที่ได้ถูกดัดแปลง Firmware ของมันโดยการแก้ LUN ให้กลายเป็น USB Hard Disk...


...จากนั้นต้องเข้าไปดู Recovery Image ที่ได้ Capture เอาไว้ใน Drive D: จากขั้นตอนก่อนหน้านี้ว่ามันมีขนาดเท่าไหร่? ทั้งนี้เพื่อจะได้คำนวณขนาดของ Recovery Partition ได้ถูกต้อง โดย Recovery Image ที่ได้ตั้งชื่อว่า Install.wim นั้นมีขนาด 5.45GB นอกจากนี้ เดี๋ยวจะย้ายเอา Windows RE เข้ามาไว้ในนี้ด้วย ซึ่งมีขนาดประมาณ 150MB จึงรวมกันได้ประมาณ 5.6GB โดยตามหลักแล้วจะต้องสร้าง Recovery Partition ให้มีขนาดใหญ่กว่า Install.wim ไม่ต่ำกว่า 1GB จึงจะสร้าง Recovery Partition ขนาด 7GB โดยเผื่อเอาไว้หน่อย...


...เนื่องจากต้องสร้าง Recovery Partition อยู่ท้ายสุดของ Hard Disk จึงต้องเข้าไปใน Diskmgmt.msc (Disk Management) แล้วเลือก Partition สุดท้าย คือ Drive D: จากนั้น Click ขวาแล้วเลือก "Shrink Volume..."...


...จะเจออยู่ช่องเดียวที่ให้ใส่ขนาดได้ นั่นคือขนาดที่เราจะ Shrink ดังนั้นให้ใส่ขนาดลงไปโดยมีหน่วยเป็น MB ซึ่ง 7GB ก็ประมาณ 7170MB...


...ทำงานสักครู่ก็จะได้ Unallocated Area ที่ส่วนท้ายสุดของ Hard Disk ขึ้นมาขนาด 7.00GB อ้อ...ลองสังเกตุดูด้วยว่ามี System Reserved Partition ที่ซ่อนอยู่ด้วย 350MB นะจ๊ะ...


...จากนั้นก็จะเข้าไปใน DISKPART เพื่อสร้าง Partition เป็น Primary โดยจะตั้งชื่อ Recovery Partition ให้ว่า Recovery และให้ใช้ Drive Letter เป็น Drive R: โดยใช้คำสั่งตามลำดับที่ 1-5 ต่อจากนั้นหาก Winre.wim ไม่ได้อยู่ใน System Reserved Partition ก็ข้ามไปไม่ต้องทำคำสั่งที่ 6 และ 7 เพื่อ Assign Letter เป็น S ให้ แต่หากเมื่อตรวจสอบดูแล้วปรากฏว่า Winre.wim ที่ใช้เป็น Windows Recovery Environment อยู่ใน System Reserved ก็ต้อง Assign Drive Letter ให้ โดยสมมุติว่าเป็น Drive S: ตามขั้นตอนที่ 6 และ 7 เพื่อให้ System Reserved Partition ปรากฏขึ้นให้เห็น...


...พอเสร็จแล้วใน Disk Management ก็จะเป็นแบบที่เห็น...


ต่อมาก็...ย้าย Recovery Image ไปไว้ใน Recovery Partition

...ง่ายสุดขีด ใน Drive R: ให้สร้าง Folder ขึ้นมา 1 Folder ในที่นี้ให้ชื่อว่า "Factory" เพราะเราจะเอามันกลับไปเป็น "Factory State" แล้วก็ Cut หรือ Copy เอา Install.wim ที่ได้ Capture เอาไว้มาใส่ใน R:\Factory\ แค่นี้แหละ แต่หากมี Image เป็นของตนเองอยู่แล้วก็ให้เปลี่ยนชื่อเป็น Install.wim แล้ว Copy เข้าไปไว้ใน R:\Factory\...


จากนั้นก็เป็น...ย้าย Windows RE ไปไว้ใน Recovery Partition

...หากจะย้าย ก็ไปหา Folder ชื่อ "Recovery" ใน System Reserved Partition (Drive S:) หรือใน Boot Partition (Drive C:) ซึ่งเราได้เปิดใช้เอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว อย่าลืมว่าไม่ต้องไปปิด Windows RE ให้ย้ายทั้งๆที่มันเปิดอยู่นี่แหละ แน่นอนดี โดยทั้งนี้วิธีดูก็คือให้ดูใน "แสดง Windows RE และค่า Reset ของระบบ" โดยดูว่า "Windows RE location (Windows 8)" หรือ "Recovery Environment (Windows 7)" นั้นมันอยู่ที่ Hard Disk ไหน? และ Partition ใด? ซึ่งในที่นี้ควรจะเป็น
   \\?\GLOBALROOT\device\harddisk0\partition2\Recovery\{GUID}

   ซึ่งก็คือ Drive C: ปกติ...แล้วก็มีคำถามว่า แล้วจะเปิดให้เห็น System Reserved Partition ไปทำไม?...ก็ตอบได้ว่า เผื่อเอาไว้หากว่า
   1. มันเจือกอยู่ในนี้ (เป็นไปได้ยากส์ส์ส์มาก)
   2. อยากจะเอา Winre.wim มาใส่ไว้ในนี้...นานาจิตตัง


...ให้ Cut เท่านั้น อย่า Copy เพราะหาก Copy มันจะยังใช้ที่เดิมอยู่ เมื่อย้ายเสร็จแล้วใน Drive R: ก็จะมี 2 Folder คือ Factory ที่เก็บ Install.wim และ Recovery เป็น Hidden Folder ที่เก็บ Windows RE และเครื่องมือ...


เดี๋ยวมาต่อ [emo02]

Offline ans58670

  • Webmaster
  • *****
  • Posts: 2040
    • View Profile
...ตอนนี้ก็จะต้องเอา System Partition ซ่อนเอาไว้อย่างเดิม โดยเมื่อเข้าไปใน Disk Managemment จะยังเห็นมันมี Drive Letter เป็น Drive S: อยู่...


...ให้ Remove เอา Drive Letter ออกแล้วก็ System Reserved Partition ก็จะกลับไปเป็น Hidden Partition เหมือนเดิม สำหรับ Drive R: นั้นอย่าเพิ่งไปยุ่งกับมัน...


4. สร้างให้ Windows RE สามารถใช้คำสั่ง Setup ของ Windows ทำ Reinstall เอา Recovery Image ที่เก็บเอาไว้ใน Recovery Partition มาใช้ได้

...ใช้ NT6x Setup Utility จะทำให้ง่ายขึ้นเยอะ เปิดที่ "เครื่องมือ Recovery ของ Windows" แล้วก็เลือก "เครื่องมือสำหรับ Windows Recovery" (ชื่อคล้ายกันเพราะตอนทำมันนึกชื่อไม่ออก...แหะ แหะ แหะ) แล้วเลือก "เลือก Reset Image" เพื่อตั้งค่าให้ Windows RE ใช้ตัวที่เราเลือก...


...จากนั้นก็ เลือก Folder ที่ใส่ Install.wim เอาไว้ ซึ่งที่ผ่านมาได้เอาไว้ที่ R:\Factory...


...หากทำงานใน Windows 7 จะไม่มีหน้านี้ แต่หากทำงานใน Windows 8 ตามตัวอย่างก็จะมีให้เลือกว่าจะเอา Image ไหน?...


...ส่วนตรงนี้ให้ปล่อยว่างเอาไว้เพื่อทำงานกับ Running OS...


...ได้แค่อ้าปากยังไม่ทันจะหาวก็เสร็จแล้ว การตั้งค่าให้ใช้ Install.wim เป็น Recovery Image ของเรา ง่ายไหม?...


...มันจะกลับมาที่ Menu นี้โดยอัตโนมัติ ตอนนี้ให้เลือกปุ่ม "กลับ" เพื่อไปยัง Menu ก่อนหน้านี้...


กำลังตื่นเต้นเชียว [emo02]

Offline ans58670

  • Webmaster
  • *****
  • Posts: 2040
    • View Profile
...ตอนนี้เราก็จะเปลี่ยน Drive R: ที่อยู่ท้ายสุดของ Disk ให้ไปเป็น Recovery Partition จึงต้องเลือก "เปลี่ยน Partition ที่มีเป็น Recovery Partition"...


...รอครู่หนึ่งมันจะขึ้นมา ก็เลือก Drive R: ที่เตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ให้ข้อสังเกตุว่า System Reserved Partition ก็จะออกมาโชว์ตัวด้วยนะจ๊ะ แต่อย่างไรก็ตาม ก็อย่าเลือกผิด Drive เสียเล่า...


...ตรวจสอบให้แน่ใจว่าถูกต้องเสียก่อน...


...แค่หนึ่งอึดใจ ก็ไปเสียแล้ว อพิโถ อพิถัง...


...ลองเปิดดูการตั้งค่าของ Windows RE ซึ่งควรศึกษาดูเอาเอง แต่ในที่นี้จะให้ดู Recovery image location" คือที่เก็บ Image ที่เราเอาไว้ Reset หรือ Reinstall ให้กลับไป Factory State...


...จะเห็นว่ามันอยู่ใน \\?\GLOBALROOT\device\harddisk0\partition4\Factory ซึ่งมันไม่ได้สนใจเรื่อง Drive Letter เลยว่าจะมีหรือไม่? เพราะมันไม่ได้ดูจาก Drive Letter นั่นเอง...


...เมื่อดูใน Disk Management ก็จะระบุไปเลยว่าเป็น "Recovery Partition" โดยเป็นผลมาจากการใช้ Diskpart สั่ง Set ID ให้เป็น Hex หมายเลข "27" นั่นเอง...


สร้างได้ครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว แต่อย่าไปนึกเอาเองว่างานนี้จะจบแค่นี้...แล้วใช้เป็นหรือยังฮึ? [emo02]

Offline microsoft

  • Administrator
  • *****
  • Posts: 8651
    • View Profile
    • VarietyPC.Net
เหนือชั้นจริงๆเลยครับ ผมได้แต่ดู และขอกด ถูกใจ เรื่อยๆ ไม่รู้จะออกความยังไงดี ที่สุดของสุดยอดแล้ว  [emo30]  [emo22]
การให้ที่ยิ่งใหญ่ คือ... การให้ต่อไป.... ไม่สิ้นสุด

Offline fantasy ಠ-ಠ

  • ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
  • N/A
  • *****
  • Posts: 4491
  • เมื่อวานรู้ วันนี้ก็รู้ แต่... พรุ่งนี้ไม่รู้
    • ICQ Messenger - 2484607
    • View Profile
    • iPlusZone.com
ที่สุดของแจ้เลยทีเดียว ๕๕๕ [emo01]

ผมก็อ่านไปเรื่อย ๆ ครับ
พอจะเริ่มทำ ก็มาเปิดกระทู้อีกรอบ อ่านไปทำไป กันพลาด
เพราะไม่มีเครื่องทดสอบให้ลองของ [emo12]


 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27