# Notification.
Notification

Author Topic: เด็กไทยรู้ภาษาเดียว จะสู้ใครเขาไหว?  (Read 1652 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline microsoft

  • Administrator
  • *****
  • Posts: 8651
    • View Profile
    • VarietyPC.Net

ถ้าใครบอกคุณว่าเด็กไทยไม่ควรเรียนมากกว่าหนึ่งภาษาตอนวัยเล็ก เพราะจะทำให้เกิดความสับสนและงุนงงได้...อย่าได้เชื่อเป็นอันขาด

เพราะผลงานวิจัยทั่วโลกยืนยันว่ายิ่งเด็กเรียนหลายภาษา, สมองยิ่งคล่องแคล่ว และประเทศที่มีเด็กเรียนมากกว่าหนึ่งภาษา จะเก่งกว่าเด็กของชาติที่ให้เรียนแค่ภาษาเดียว

ผมยืนยันว่าเด็กไทยไม่ได้โง่กว่าใคร เพียงแค่ผู้ใหญ่ที่วางนโยบายเรื่องการศึกษาเท่านั้นที่มองไม่ออกว่าจะทำอย่างไรให้เด็กไทยมีความรู้ความสามารถด้วยการเรียนหลายภาษาพร้อม ๆ กันตั้งแต่อายุยังน้อย

ผมเห็นเด็กหัดว่ายน้ำตั้งแต่สองสามขวบ, ไม่ตกอกตกใจอะไรเลย โตขึ้นมาก็สามารถว่ายน้ำได้เก่ง และมีความมั่นใจในตนเองมากกว่าเด็กอื่นด้วยซ้ำไป

การเรียนภาษาก็เช่นกัน, ผมเห็นเด็กสิงคโปร์, มาเลย์เซียและชาติอื่น ๆ ที่โตมาพร้อมกับหลายภาษา, ก็มีความเฉลียวฉลาด, ไม่ได้งุนงงสับสนอย่างที่ผู้ใหญ่ไทยบางคนกลัวกัน

ตอนผมเด็ก ๆ โตที่หาดใหญ่, ซึ่งเป็นชุมชนคนจีนและไทยอยู่ร่วมกันอย่างสันติและมีความสุข

เด็กไทยเด็กจีนพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษา...เด็กจีนพูดภาษาแคะ, แต้จิ๋ว, ฮ็อกเกี้ยนหรือกวางตุ้งแล้วแต่พ่อแม่พูดภาษาอะไร...ตกเย็นเรียนภาษาจีนกลาง, กลางวันไปโรงเรียนก็เรียนภาษาไทยและอังกฤษเป็นหลัก

เด็กเหล่านี้สามารถพูดทั้งไทย, จีน, ฝรั่งได้อย่างไม่มีความขวยเขินแต่ประการใดทั้งสิ้น

และพอมาเรียนต่อกรุงเทพฯ, ก็สามารถแข่งขันกับเด็กที่ร่ำเรียนโรงเรียนดัง ๆ ทั้งหลายได้พอสมน้ำสมเนื้อทีเดียว

ในชุมชนที่มีศักยภาพสูงเช่นนี้คนจีนต้องพูดไทยและคนไทยก็ต้องเรียนรู้ที่จะสื่อสารเป็นภาษาจีน อีกทั้งก็ยังมีการเรียนรู้ศัพท์แสงภาษายาวีสำหรับคนที่เกี่ยวข้องกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อีกด้วย

ผมจึงเชื่ออย่างยิ่งว่าเด็กไทยต้องเรียนมากกว่าหนึ่งภาษาเพื่อโตขึ้นแล้วมีความรู้ความสามารถที่จะใช้ชีวิตในสังคมอย่างมีความหลากหลายและมีเครื่องมือทางภาษาที่จะแสวงหาสิ่งที่เป็นประโยชน์กับชีวิตของตนเอง

และมีความสามารถในการแข่งขันในเวทีสากลอีกด้วย

ที่ผมเขียนเรื่องนี้วันนี้เพราะได้อ่านผลการวิจัยใหม่เอี่ยมล่าสุดที่แคนาดา ยืนยันว่าผลดีประการหนึ่ง (ในหลาย ๆ อย่าง) ของเด็กที่เรียนสองภาษานั้นคือการชะลออาการโรคอัลไซม์เมอร์ได้อย่างชัดเจน

นักจิตวิทยาหญิงชื่อ Ellen Bialystok ซึ่งได้รางวัลปีก่อนในฐานะเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างองค์ความรู้ทางด้านสังคมศาสตร์ได้ศึกษาเรื่องความแตกต่างระหว่างเด็กภาษาเดียวกับสองภาษาแล้วสรุปว่า

เด็กสองภาษามีความสามารถในการรับรู้ข้อมูลที่สำคัญและมองข้ามเรื่องไม่สำคัญมากกว่าเด็กภาษาเดี่ยว

เธอยกตัวอย่างว่าเธอถามเด็กสองประเภทนี้ด้วยคำถามที่ฟังดูไม่ค่อยมีเหตุผลเหมือนกัน

“ต้นแอบเปิลขึ้นบนจมูกคนได้....”

ให้ตอบว่าประโยคนี้ถูกด้วยหลักไวยกรณ์ของภาษาหรือไม่?

เด็กภาษาเดียวตอบไม่ได้ และบอกว่า “นั่นมันงี่เง่า เป็นไปไม่ได้ (ที่ต้นแอบเปิลจะขึ้นบนจมูกคน”

เด็กสองภาษาตอบว่า “มันเป็นไปไม่ได้ แต่ประโยคนี้ถูกด้วยหลักไวยกรณ์”

ถามว่าอธิบายได้อย่างไรว่าเด็กสองประเภทตอบต่างกัน?

อาจารย์คนนี้อธิบายว่าสมองคนเรามีระบบ “ควบคุมการทำงาน” ของความคิด เสมือนหนึ่งเป็น “ผู้จัดการทั่วไป” ของระบบสมอง

หน้าที่ของมันคือควบคุมให้เรามีสมาธิมุ่งเน้นไปที่ข้อมูลที่มีความสำคัญต่อเราและมองข้ามเรื่องที่ไม่สำคัญสำหรับเรา

ความสามารถของมันทำให้เราตระหนักถึงสองเรื่องสองอย่างในเวลาเดียวกัน และสลับมันไปมาได้

ถ้าคุณรู้สองภาษา และใช้มันเป็นประจำ ระบบสมองจะทำให้ทุกครั้งที่เราพูด เจ้าสองภาษานั้นจะปรากฏตัวขึ้น และเจ้า”ระบบบริหาร” ตัวนี้แหละที่จะทำหน้าที่แยกแยะทุกอย่างและกำหนดให้เรามุ่งไปในสิ่งที่มีความหมายขณะนั้น

ดังนั้น, เด็กที่รู้สองภาษาจะใช้ระบบในสมองนี้มากกว่าเด็กภาษาเดียว และเพราะได้ใช้มันบ่อย ๆ นั่นแหละ มันจึงมีประสิทธิภาพมากกว่า

เธอทำการศึกษาเรื่องความสามารถในการใช้ภาษากับคนแก่ ก็พบว่าโรคอัลไซม์เมอร์รังควานคนภาษาเดียวมากกว่าคนสองภาษา

เธอศึกษาประวัติของคนไข้โรคอัลไซเมอร์ 400 คน และมีหลักฐานยืนยันว่าโดยเฉลี่ยแล้ว คนไข้ที่ใช้สองภาษาเกิดอาการของโรคนี้ช้ากว่าคนไข้ที่รู้ภาษาเดียวประมาณ 5 ถึง 6 ปี

อาจารย์นักวิจัยคนนี้บอกว่าผลวิจัยบอกว่าไม่อาจจะสรุปได้ว่าคนรู้มากกว่าหนึ่งภาษาจะไม่เป็นโรคอัลไซเมอร์

เพียงหมายความว่าเมื่อโรคนี้เกิดขึ้นในสมอง คนรู้มากกว่าหนึ่งภาษาสามารถใช้ความสามารถของสมองในการจดจำและทำงานได้ดีกว่าคนรู้ภาษาเดียวเพราะได้ฝึกซ้อมการทำงานของ “ระบบบริหาร” อย่างต่อเนื่อง

แต่การที่จะให้ความเป็นคนพูดมากกว่าหนึ่งภาษาเป็นประโยชน์อย่างแท้จริงต่อสมองนั้น จะต้องใช้สองหรือสามภาษาเป็นประจำและต่อเนื่อง, ไม่ใช่นาน ๆ ใช้ทีสำหรับสั่งอาหารเวลาเดินทางไปต่างประเทศ, เป็นต้น

แม้ไม่ต้องมีรายงานผลวิจัยเรื่องนี้จากเมืองนอก, ผมก็เชื่อมาตลอดจากประสบการณ์ชีวิตที่ได้เห็นเด็กไทยรุ่นใหม่ในชีวิตการทำงานจริงว่าคนไทยที่เรียนมากกว่าหนึ่งภาษาและใช้สองภาษาในชีวิตการทำงานประจำวันนั้นมีความเก่งกล้าสามารถในเกือบทุกเรื่องมากกว่าคนที่ใช้แต่เพียงภาษาเดียว

ผมเชื่อของผมว่าเด็กไทยไม่ได้เลือกที่จะเรียนรู้หรือใช้เพียงภาษาเดียว แต่พ่อแม่ผู้ปกครองหรือครูบาอาจารย์ใจแคบและวิสัยทัศน์สั้นต่างหากที่ทำให้พวกเขาและเธอต้องโตขึ้นมาด้วยข้อจำกัดที่ไม่ควรจะต้องมีเลยสำหรับเด็กไทยสมัยนี้

ดังนั้น, จากนี้ไปขอให้เราส่งเสริมเด็กไทยให้เก่งหลายภาษาอย่างที่เราเห็นเด็กจีน, สิงคโปร์, มาเลเซีย, ฮ่องกงและรอบ ๆ บ้านเราเถิด

เพราะอนาคตโลกจะเล็กลง และโชคไม่ดีที่ภาษาไทยไม่ใช่ภาษาสากลระดับโลก!

oknation.net/blog/suthichai/2012/08/30/entry-1

ปล. แค่ภาษาเดียว สำหรับเด็กไทยก็คงจะเกินพอแล้วจริงๆ เห็นยังมีการสะกดคำผิดๆถูกๆอยู่เลย อ่ะ, คับ  [emo02]
การให้ที่ยิ่งใหญ่ คือ... การให้ต่อไป.... ไม่สิ้นสุด

Offline fantasy ಠ-ಠ

  • ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
  • N/A
  • *****
  • Posts: 4491
  • เมื่อวานรู้ วันนี้ก็รู้ แต่... พรุ่งนี้ไม่รู้
    • ICQ Messenger - 2484607
    • View Profile
    • iPlusZone.com
ทุกวันนี้ หลาย ๆ โรงเรียนก็เริ่มมีการสอนภาษาจีนให้กับเด็ก ๆ แล้วล่ะครับ
สอนไปทั้งไทย, อังกฤษ และจีน และเด็ก ๆ ที่ผมเห็น เค้าก็มีพัฒนาการทางสมองที่ดี และรวดเร็ว
ไม่เหมือนอย่างรุ่นเรา ๆ ท่าน ๆ หรอกครับ
นี่ถ้าเริ่มมีการพัฒนามาตั้งแต่ยุคเรา ๆ ท่าน ๆ ล่ะก็ คนไทยหลาย ๆ คนก็คงเก่งกว่านี้อีกเยอะ


ตอนเด็ก ๆ ผมก็เรียนหลายภาษาเหมือนกันครับ
ที่โรงเรียนสอนภาษาไทย และอังกฤษ ที่บ้านพูดจีนแคะ และให้เรียนภาษาจีนกลางในวันหยุดด้วย
แต่ภาษาจีนกลางผมไม่เอาอ่าวสักเท่าไหร่ เพราะตอนเด็กเหมือนถูกบังคับให้เรียน ก็เลยเรียนแบบงู ๆ ปลา ๆ
นึกแล้วก็เสียดายจนถึงทุกวันนี้ เพราะไม่ได้ต่อยอดเลย
ส่วนภาษาจีนแคะ ก็ได้มาจากพ่อ, แม่, ปู่, ย่า, ตา, ยาย และย่าทวดของผม
เพราะท่านเป็นคนจีน สายเลือดจีนโดยตรง
แต่พอโตมา ภาษาจีนแคะ ก็เริ่มไม่ค่อยได้ใช้ เพราะที่บ้าน ผมก็ไม่ค่อยได้พูดมากนัก
คงต้องเริ่มทบทวนใหม่ พร้อม ๆ กับภาษาจีนกลาง
และเมื่อช่วงวัยรุ่น ผมติดเกมแนว RPG อย่างมาก ก็เลยต้องหัดเรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยตนเอง
ก็ได้แค่พูดฟังอ่านเขียนนิด ๆ หน่อย ๆ และเพื่อนก็ชวนไปเรียน
เพราะเพื่อนผมอยากเป็นภาษาญี่ปุ่นเหมือนผม แต่ไม่กล้าไปเรียนคนเดียว


 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27