# Notification.
Notification

Author Topic: ย้อนชีวิต ป้านงค์...ไว้อาลัยกะเทยเฒ่าผู้จากไป  (Read 2122 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline Skindred

  • VPC Member
  • ***
  • Posts: 209
  • Skindred
    • MSN Messenger - scorplons_king@hotmail.com
    • View Profile
    • คนเพชรบูรณ์



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก Youtube โพสต์โดย karaba90

          ข่าวการเสียชีวิตของ ป้านงค์ หรือ นายสวิง นิศากรเสน นางโชว์กะเทยเฒ่า คนต้นเรื่องระดับตำนานคนหนึ่งของรายการ "คนค้นฅน" คงทำให้แฟน ๆ รายการอดใจหายไม่ได้ เพราะที่ผ่านมา เรื่องราวชีวิตการต่อสู้ของ ป้านงค์ เป็นบทเรียนสอนใจใครได้ในหลาย ๆ เรื่อง และเมื่อคืนวันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา รายการคนค้นฅนก็ขอร่วมไว้อาลัยแด่ ป้านงค์ พร้อมกับย้อนไปตามหาความหมายของชีวิต ของ ป้านงค์ ตั้งแต่วันที่ดำเนินชีวิตอยู่ จวบจนในวันที่ ป้านงค์ สิ้นลมหายใจแล้ว

          ย้อนกลับไปเมื่อ 40-50 กว่าปีก่อน ป้านงค์ ถือเป็นคนรุ่นแรก ๆ ที่กล้าออกมาเปิดเผยว่า ตัวเองเป็น "กะเทย" ทั้งที่ในสมัยนั้น "กะเทย" ไม่ใช่สิ่งที่ใครยอมรับได้ง่าย ๆ เหมือนในสมัยนี้ ซึ่งนั่นก็ทำให้ ป้านงค์ ก็ต้องทนกับแรงกดดันมหาศาล ทั้งจากครอบครัว คนรอบข้าง และสังคม

          "สมัยนั้นเขาไม่ยอมรับกัน หาว่าเป็นบ้า แม้แต่พวกหมอยังสั่งให้เจ้าหน้าที่มาจับกะเทยไปตรวจที่โรงพยาบาลคนบ้า หาว่าคนพวกนี้เป็นคนจิตวิปริต ฉันก็บอกพวกเจ้าหน้าที่เขาไปว่า ดิฉันรักสวยรักงามค่ะ เกิดมาเป็นแบบนี้แล้วไม่รู้จะทำยังไง มันเป็นไปแล้วก็ต้องเป็น เพราะเลือกเกิดไม่ได้ มันเลิกไม่ได้ ดิฉันชอบมีผัวค่ะ ไม่ได้ชอบมีเมีย บอกตรง ๆ แบบนี้เลย แถมยังถูกพี่ชายล่ามโซ่ตีไม่ยั้ง หวังจะให้เราหายตุ้งติ้ง คนอื่นก็มาดูถูกเหยียดหยามเรา" ป้านงค์ เล่าถึงความลำบากของการเป็นสาวประเภทสองในสมัยที่คนไม่ยอมรับ

          เมื่อรู้ว่าอยู่ที่บ้านต่อไปไม่ได้ ป้านงค์ ก็เลือกที่จะไปตายเอาดาบหน้า ตัดสินใจตัดขาดจากครอบครัวแล้วออกมาใช้ชีวิตที่เธอเลือกแล้วในห้องเช่าเล็ก ๆ โดยไม่มีเงินติดตัวมาสักบาท ก่อนจะมาดำรงชีวิตด้วยการเป็น "นางรำ" มีรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ พอประทังชีวิต

          ชีวิตในแต่ละวันของป้านงค์ วนเวียนไปตามวัฎจักรเดิม ๆ คือ ตอนกลางวัน ป้านงค์ จะเก็บตัวอยู่แต่ในห้องเช่า นั่งดูละครจักร ๆ วงศ์ ๆ บ้าง ซ่อมแซมชุดแสดงบ้าง ก่อนจะออกไปทำงานตอนกลางคืน แล้วกลับมานอนพัก ชีวิตวนเวียนอยู่เช่นนี้ทุกวัน

          หากจะบอกว่า ป้านงค์ ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว อ้างว้าง ก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะตั้งแต่หนีออกมาจากบ้าน ป้านงค์ ก็ไม่เคยติดต่อกับครอบครัวอีกเลย จึงไม่มีญาติสนิทมิตรสหายที่ไหน เว้นเสียแต่ เด็กหนุ่มที่ชื่อว่า "โจ" หรือ "ดำ" ซึ่ง ป้านงค์ เก็บมาชุบเลี้ยงตั้งแต่อายุ 15 ปี ด้วยความสงสารที่เห็นเป็นเด็กร่อนเร่พเนจร



 แม้ว่าเรื่องราวของ ป้านงค์ จะออกอากาศไปตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 แต่ทางรายการคนค้นฅนก็ยังติดต่อสอบถามข่าวคราวของ ป้านงค์ อยู่เรื่อย ๆ และได้มอบเงินช่วยเหลือให้ ป้านงค์ เดือนละ 2,000 บาท เป็นประจำหลายปีติดต่อกัน กระทั่งเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ทางรายการก็ได้ทราบข่าวว่า ป้านงค์ ป่วยด้วยโรคไต จึงได้เดินทางไปให้กำลังใจ ป้านงค์ และดูสภาพความเป็นอยู่ของ ป้านงค์ ในปัจจุบัน

          เห็นได้ชัดว่า สภาพร่างกายของ ป้านงค์ ในช่วงปลายปีที่แล้ว ทรุดโทรมลงไปมาก จากอาการป่วยหนัก ซึ่งก็ทำให้ป้านงค์ไม่ได้ออกไปรำเฉกเช่นเดิมอีกแล้ว เพราะไร้เรี่ยวแรง และใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ไปกับการนั่งดูรูปเก่า ๆ คิดถึงเรื่องราวเก่า ๆ สมัยสาว ๆ ที่ยังออกไปรำได้ พลางแปลกใจกับตัวเองว่า ที่่ผ่านมาตัวเองใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไร ทั้งที่ไม่มีใครเลย

          "ฉันไม่กลัวตายหรอก ก็บอกกับเด็ก ๆ ว่าไม่ต้องมาเป็นห่วงฉันหรอก ฉันคุ้มค่าแล้ว เกินคุ้ม อยู่มาไม่เคยสร้างความเดือดร้อนอะไรให้ใคร" ป้านงค์ บอก

           อย่างไรก็ตาม แม้ ป้านงค์ จะป่วยหนักจนไม่ได้ออกไปทำงานแล้ว แต่ก็ยังโชคดีที่มี "ดำ" คอยปรนนิบัติดูแลอยู่ทุกวัน ทำให้ชีวิตที่เดียวดายของป้านงค์ไม่ลำบากยากเข็ญเกินไป โดย "ดำ" บอกว่า เขาตั้งใจจะดูแลป้านงค์ไปเรื่อย ๆ ตราบจนสิ้นอายุขัย ซึ่ง ป้านงค์ ก็สั่งเสียไว้แล้วว่า หากวันใดที่แกเสียชีวิตไปแล้ว ต้องใส่ชุดรำ ใส่กระพรวนคู่ที่ข้อมือ ข้อเท้าให้แกด้วย เพื่อหวังว่าชาติหน้าจะได้กลับมาเกิดเป็นคนแบบนี้อีก



 และเป็นที่น่าใจหาย เมื่อเรื่องราวของป้านงค์ที่ออกอากาศผ่านรายการคนค้นฅนไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ได้กลายเป็นตอนสุดท้ายที่ได้ออกอากาศเมื่อยังมีชีวิต เพราะเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2555 ป้านงค์ ได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบภายในห้องเช่าเล็ก ๆ ที่แกอยู่มาหลายสิบปี สร้างความอาลัยให้แก่ทีมงานรายการคนค้นฅน และแฟน ๆ รายการที่รับรู้เรื่องราวของป้านงค์เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะ "ดำ" ที่ดูแลป้านงค์ ผู้อุปการะเลี้ยงดูมากว่า 30 ปี
         
          "วันก่อนที่แกจะเสีย ช่วงนั้นแกเดินได้ แต่อีก 2-3 วันก็เดินไม่ได้แล้ว ผมก็บอกให้ป้าไปอาบน้ำ แต่ป้าบอกว่าไม่ไหว ผมก็เลยเช็ดตัว เปลี่ยนกางเกงให้เขา พอตอนเช้าตื่นมา ผมก็ไปทำงานปกติ กลับมาถึงบ้าน ป้าก็บอกว่าอยากกินมะม่วง ผมก็เลยออกไปซื้อมาให้ ซื้อแกงจืดมาด้วย มาป้อนให้แกกิน แกกินไปด้วยสองคำก็บอกว่าอิ่มแล้ว พอวันรุ่งขึ้น ผมตื่นเช้าออกไปทำงาน กลับมาแกก็เสียแล้ว..." ดำ เล่าถึงวินาทีสุดท้ายของป้านงค์ด้วยอารมณ์โศกเศร้า พร้อมกับอธิษฐานว่า

          "ถ้าหากชาติหน้ามีจริง ขอให้ได้มาเจอกันอีก" ก่อนจะก้มลงกราบป้านงค์ข้างโลงศพด้วยน้ำตานองหน้า และร่ำไห้อย่างไม่อายใคร ในวันฌาปนกิจศพผู้มีพระคุณ




ดูเหมือนว่าโชคชะตาไม่ได้โหดร้ายกับ ป้านงค์ จนเกินไปนัก แม้ว่าในยามที่ยังมีลมหายใจอยู่ ป้านงค์ จะเป็นคนที่โดดเดี่ยวมาตลอดชีวิต มีแต่เพียง "ดำ" ที่คอยดูแลอย่างไม่ทอดทิ้ง แต่ในยามที่กะเทยเฒ่าสิ้นลมหายใจไปแล้ว กลับมีคนรักและคิดถึงมาร่วมไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้ายจำนวนมาก ทั้งกลุ่มนางรำสาวประเภทสองที่นับถือ ป้านงค์ เป็นแม่ รวมทั้งองค์กรต่าง ๆ ที่ ป้านงค์ เคยไปรำให้เป็นการกุศล เมื่อครั้งยังมีชีวิต

          อาจจะบอกได้ว่า นี่คือผลกรรมความดีที่ป้านงค์ให้กับผู้อื่นก่อนโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใด ๆ และในที่สุด ป้านงค์ ก็ได้รับผลบุญกลับคืน ด้วยการลาจากโลกนี้ไปอย่างที่ไม่เดียวดายอีกต่อไปแล้ว...

[youtube=600,367]bqN1zV4aXlk[/youtube]
คลิป รายการคนค้นฅน อาลัย ป้านงค์ กะเทยเฒ่า


ป้านงค์

ป้านงค์

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก รายการคนค้นฅน, เฟซบุ๊ก รายการคนค้นฅน


           ป้านงค์ หรือ นายสวิง นิศากรเสน นางโชว์กะเทยที่มีอายุมากที่สุดในโลก ได้จากไปอย่างสงบแล้ว

           มีรายงานจากเฟซบุ๊กของรายการคนค้นฅน ระบุว่า ป้านงค์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคนต้นเรื่องของรายการในตอน กะเทยเฒ่า โดยชื่อจริงในบัตรประจำตัวประชาชน คือ นายสวิง นิศากรเสน นางโชว์กะเทยที่มีอายุมากที่สุดในโลก (ปัจจุบันอายุก็ 80 กว่าปี) ได้จากไปอย่างสงบแล้วเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ โดยทีมงานได้ติดต่อจัดการเรื่องทำศพของป้านงค์แล้ว ซึ่งศพป้านงค์จะตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดแก้วแจ่มฟ้า ถนนสี่พระยา ศาลา 5 ตั้งแต่วันนี้ (16 กุมภาพันธ์) เป็นเวลา 3 วัน

           ทั้งนี้ ทีมงานที่ไปจัดการเรื่องงานศพของ ป้านงค์ เล่าว่า ก่อนจะพาป้านงค์ไปที่วัด เพื่อนบ้านในห้องเช่ามาช่วยกันแต่งชุดนางรำซึ่งเป็นสิ่งที่ป้านงค์ได้ขอเอาไว้ก่อนเสียชีวิต และทีมงานโทรไปหา จิ๊ก เนาวรัตน์ รบกวนให้มาช่วยแต่งหน้าให้ป้านงค์ ซึ่ง จิ๊ก เนาวรัตน์ ก็ให้ทีมงานพาไปหาป้านงค์ที่ศาลาตั้งแต่เมื่อคืนเพื่อขอแต่งหน้าให้ ทั้งที่ต้องเดินทางไปเนปาลเช้าวันนี้

 
ป้านงค์

สำหรับชีวิตของ ป้านงค์ เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่กะเทยทุกรุ่นทุกวงการในชื่อ "ป้านงค์" ซึ่งเป็นคำย่อมาจาก "นวลอนงค์" ดำรงเลี้ยงชีพตัวคนเดียวด้วยการเป็นนางโชว์ในบาร์เกย์แห่งหนึ่งบนถนนสุรวงศ์  ความนิยมเลือนหายไปพร้อมกับอายุที่มากขึ้น ไม่มีใครอยากจ้าง ต่อมาทางรายการคนค้นฅนได้มาสัมภาษณ์ตีแผ่ชีวิตอีกแง่มุมหนึ่งของกะเทยเฒ่า การค้นพบความสามารถในการร่ายรำมาตั้งแต่อายุ 14 ปี เป็นการค้นพบคุณค่าของตัวเอง ซึ่งทำให้เธอมีความภาคภูมิใจ แต่เมื่อสังขารร่วงโรยลงก็ไม่มีผู้ใดเห็นคุณค่าในสิ่งที่ตัวเธอคิดว่ามีความหมาย เมื่อความสามารถเพียงสิ่งเดียวที่ใช้หาเงินได้ในปัจจุบัน คือสิ่งที่ไม่มีคนอยากดู แน่นอนย่อมไม่มีใครอยากจ้าง

           ย้อนกลับไปในอดีต ป้านงค์ได้เล่าช่วงชีวิตในวัยเด็กว่า ช่วงชีวิตในวัยเด็กป้านงค์มีปมด้อย ด้วยครอบครัวที่ยากจน พ่อเป็นทหารสมัยสงครามอินโดจีนที่ติดฝิ่น แม่ต้องลำบากเลี้ยงดูลูกทั้ง 7 คน ในย่านบางลำพู ตอนเด็ก ๆ ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมา ส่วนการเป็นกะเทยนั้น มีแววให้เห็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว สมัยนั้นคนยังรับไม่ได้ ถ้าใครเป็น หรือมีอาการตุ้งติ้งก็จะได้รับความอับอายทั้งตัวเอง และคนรอบข้าง พ่อแม่พี่น้องก็ไม่ยอมรับ ยิ่งพี่ชายด้วยแล้วเจอเป็นไม่ได้ทั้งเตะทั้งตบสารพัด

           ป้านงค์เล่าต่อว่า พออายุได้ 15 ปี ก็หนีออกจากบ้าน มีแค่เสื่อกับกางเกงที่ติดตัวมาด้วย ไม่มีเงินติดตัวแม้แต่บาทเดียว ต้องไปอาศัยนอนแถว ๆ โรงหนังเฉลิมกรุงบ้าง วัดบวรบ้าง ข้าวปลาก็อาศัยยกมือไหว้ขอเขากิน แต่ป้านงค์ก็ได้มีโอกาสติดสอยห้อยตามคณะรำวงไปตามที่ต่าง ๆ จนได้เข้าร่วมเป็นสาวรำวงปะปนกับผู้หญิงแท้ ๆ ซึ่งก็ไม่มีใครรู้ว่าป้านงค์เป็นผู้ชาย



 "สาวรำวงบางคนยังอิจฉาป้าเลย เพราะป้าสวย และมีคนมาคล้องพวงมาลัยเยอะมาก" ป้านงค์ เคยกล่าวในรายการคนค้นฅน

           ขณะที่ป้านงค์อายุได้ 20 ปี ป้านงค์ก็มีแฟนคนแรกรุ่น ๆ เดียวกับป้านงค์ โดยมานั่งดูป้านงค์รำวงทุกวัน จนวันสุดท้ายป้านงค์ก็บอกผู้ชายคนนั้นไปตามตรงว่าเป็นกะเทย ซึ่งเขาคนนั้นก็ว่าไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง หรือกะเทยก็ไม่จำเป็นเพราะเขารักที่ตัวตนของป้านงค์ แต่ช่วงนั้นป้านงค์ยังอยากเปลี่ยนผู้ชายไปเรื่อย ๆ ก็เพราะว่าเบื่อ และอีกอย่างกลัวว่าผู้ชายจะมาหลอก กลัวว่าถ้าเขาทิ้ง แล้วก็จะเหงา

           ส่วนเรื่องจุดเริ่มต้นของการแสดงโชว์ ป้านงค์ เล่าว่า เนื่องจากป้านงค์เป็นคนที่มีพรสวรรค์เรื่องรำ ไม่ได้ร่ำเรียนมาจากไหน อาศัยดูแล้วก็จำ ๆ เขามาก็มาซ้อมรำหน้ากระจก จนมีโอกาสได้รำหน้าศพ และมีพวกคณะคาบาเร่ต์ได้มาเห็นป้านงค์รำระบำแขกที่กำลังฮิตในสมัยนั้นก็เกิดชอบ ติดต่อให้ป้านงค์ไปโชว์กับคณะคาบาเร่ต์ของเขา เมื่อเลิกจากการแสดงโชว์ประมาณ ตี 1 หรือ ตี 2 ก็จะนั่งตุ๊กตุ๊กกลับบ้าน ไปถึงที่ห้องก็เปลี่ยนเครื่องทรงที่ใช้ในการแสดง อาบน้ำล้างหน้า แล้วก็นอน จะตื่นประมาณ 9 โมงเช้า ตื่นมาก็ไปที่ร้านข้างหน้าปากซอย นั่งคุยสักพักก็กลับมาที่ห้องเปิดทีวีที่ไม่มีภาพฟังแต่เสียง ถ้าไม่นอนงีบก็จะรื้อชุดการแสดงออกมาซ่อมแซม หรือถ้ายามว่างก็จะไปทำบุญที่วัดนั่งฟังเทศน์ พอเกือบ ๆ 1 ทุ่มละครมาก็จะเริ่มแต่งหน้าแต่งตัว แต่งเสร็จก็ประมาณเกือบ 4 ทุ่ม ที่แต่งหน้านาน เพราะหูตาก็ไม่ค่อยดีแล้ว ต้องใช้เวลาแต่งนานหน่อย เสร็จแล้วก็นั่งตุ๊กตุ๊กไปทำงานที่ซอยทานตะวันถนนสุรวงศ์ ค่ารถไป - กลับ ก็ประมาณ 50 บาท ได้ค่าโชว์ 100 - 200 บาท หักค่ารถก็จะพอกินข้าวซื้อบุหรี่สูบไปวัน ๆ ส่วนที่เหลือป้านงค์ก็ต้องเก็บไว้จ่ายค่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟ

           อย่างไรก็ตาม แม้ว่า ณ ตอนนั้นรายได้ของป้านงค์เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ ตกเดือนละเกือบหมื่นบาท  แต่เงินที่ได้มาป้านงค์ก็ใช้หมด และบั้นปลายของชีวิตสุดท้ายของป้านงค์จึงต้องอยู่คนเดียวในห้องเช่าเล็ก ๆ ให้พอมีที่ซุกหัวนอน แต่ยังโชคดีที่มีคนคอยดูแลอยู่ ขณะที่ทางรายการคนค้นฅนเอง ก็ได้มอบเงินช่วยเหลือป้านงค์ เดือนละ 3,000 บาท เพื่อให้ป้านงค์ได้ใช้เป็นเวลา 7 ปีติดต่อกันมา พร้อมกับพาป้านงค์ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาฯ อย่างต่อเนื่องเพราะป้านงค์ป่วยเป็นโรตไต จนกระทั่งจากไปอย่างสงบ



 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27