ข้อคิดดีๆ จากชายชราที่จากไป

Started by microsoft, 13 July 2010, 02:18:27

previous topic - next topic

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Go Down

microsoft

แง่คิดดีๆ จากชายชราผู้จากไป

โดย พิษณุ นิลกลัด

(ยกมาจากอีเมล์ส่งต่อ)

สัปดาห์สุดท้ายของปี 2548

ผมไปงานสวดและงานเผาศพผู้ชายวัย 81 ปีที่ผมรู้จักเขา มายาวนาน 30 ปี ไม่ใช่ญาติ แต่สนิทกันรักใคร่เสมือนญาติ

ก่อนเสียชีวิตไม่กี่วันเขาสั่งลูกและภรรยาแบบคนไม่ครั่นคร้ามความตายว่า

สวดสามวันแล้วเผา ไม่ต้องบอกใครให้วุ่นวาย อย่าเศร้า อย่าร้องไห้

ทุกคนต้องมีวันนี้ เพียงแต่เขาอยู่หัวแถวเลยต้องไปก่อน

แล้วลูกเมียก็ทำตามคำสั่ง

สวดสามวันเผา งานสวด 3 คืนมีคนฟังพระสวดคืนละ 14 คน คือ เมีย ลูก หลาน! เขย สะใภ้

และผมซึ่งเป็นคนนอก

เป็นงานศพที่มีคนไปร่วมงานน้อยที่สุดเท่าที่ผมเคยไปฟังสวด วันเผามีเพิ่มเป็น 17 คน

สามคนที่เพิ่มเป็นเพื่อนบ้านที่เคยคุยด้วยเกือบทุกเย็น

คนหนึ่งเป็นแม่ค้าล็อตเตอรี่ที่เคยยืมเงินแล้วไม่มีสตังค์จ่าย

เลยเอาล็อตเตอรี่ทยอยผ่อนใช้หนี้แทนเงินงวดละสองใบคนหนึ่ง

และคนสุดท้ายเป็นหญิงที่ผู้ตายเคยผูกปิ่นโตทุกมื้อเย็น

ทั้งสามคนบอกว่าเกือบมาไม่ทันเผา

เคราะห์ดีที่แวะไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล

เจ้าหน้าที่บอกว่าเสียชีวิตไปแล้ว 3 วัน

หลังฌาปนกิจพระกระซิบถามเจ้าหน้าที่วัดว่าเจ้าของงานจ่ายเงินค่าศาลาสวดพระอภิธรรมแล้วหรือยัง

พระท่านคงไม่เคยเห็นงานศพที่มีคนน้อยแบบที่ผมก็รู้สึกตั้งแต่สวดคืนแรก

จริงๆ แล้วผู้ตายเป็นคนค่อนข้างมีสตังค์ ทำงาน ธนาคารแห่งประเทศไทยจนเกษียณอายุที่ ตำแหน่ง หัวหน้าหน่วย

แต่ด้วยความที่รักและศรัทธาอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการแบงค์ชาติ

จึงดำเนินชีวิตแบบไม่ปรารถนาให้ใครเดือดร้อน แม้กระทั่งวันตาย

ผมสนิทกับเขาเพราะเขามีความฝันในวัยเด็กอยากเป็นนักประพันธ์แบบไม้เมืองเดิม ที่เขาเคยนั่งเหลาดินสอและวิ่งซื้อโอเลี้ยงให้

เมื่อตัวเองเป็นนักเขียนไม่ได้ พอมาเจอะผมที่เป็นนักข่าวก็เลยถูกชะตาและให้ความเมตตา การมีโอกาสได้พูดได้คุยกับเขาตามวาระโอกาสตลอด 30 ปี ทำให้ได้แง่คิดดีๆมา ใช้ในการดำรงชีวิต

วันหนึ่งเขารู้ว่าขโมยยกชุดกอล์ฟของผมไปสองชุดราคา 4 แสนกว่าบาท เขาปลอบใจผมว่า

'ของที่หายเป็นของฟุ่มเฟือยของเรา แต่มันอาจเป็นของจำเป็นสำหรับลูกเมียครอบครัวเขา คิดซะว่าได้ทำบุญ จะได้ไม่ทุกข์'

เขามีวิธีคิด 'เท่ๆ'

แบบผมคิดไม่ได้มากมาย เป็นต้นว่า

สุขและทุกข์อยู่รอบตัวเรา อยู่ที่ว่าเราจะเลือกหยิบเลือกคว้าอะไร

คงเป็นเพราะเขาเลือกคว้าแต่ความสุข

ช่วงปีสุดท้ายของชีวิตเขาต่อสู้กับโรคชรา

เบาหวาน หัวใจ ความดัน เกาต์

และไตทำงานเพียง 5 เปอร์เซ็นต์โดยไม่ปริปากบ่น

แถมยังสามารถให้ลูกชายขับรถพาเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์

โดยที่ตัวเองต้องหิ้วถุงปัสสาวะไปด้วยตลอดเวลา

เนื่องจากไตไม่ทำงาน ปัสสาวะเองไม่ได้

6 เดือนสุดท้ายของชีวิตต้องนอนโรงพยาบาลสามวันนอนบ้านสี่วันสลับกันไป

เวลา ลูกหลาน หรือเพื่อนของลูกรวมทั้ง ผมด้วยไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล

เขามีแรงพูดติดต่อกันไม่เกิน 10 นาที แต่ 10 นาที ที่พูด มีแต่เรื่องสนุกสนาน

เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากคนไปเยี่ยมไข้ ทุกคนพูดตรงกันว่า

'คุณตาไม่เห็นเหมือนคนป่วยเลย ตลกเหมือนเดิม'

พอแขกกลับ ลูกหลานถามว่าทำไมคุยแต่เรื่องตลก

เขาตอบว่า 'ถ้าคุยแต่เรื่องเจ็บป่วย วันหลังใครเขาจะอยากมาเยี่ยมอีก'

เขาเป็นคนชอบคุยกับผู้คนไม่ว่าจะอยู่บนเตียงคนไข้หรืออยู่บนรถแท็กซี่

บ่อยครั้งที่นั่งรถถึงหน้าบ้านแล้ว

แต่สั่งให้โชเฟอร์ขับวนรอบหมู่บ้านเพราะยังคุยไม่จบเรื่อง แล้วจ่ายเงินตามมิเตอร์!

4 เดือนสุดท้ายของชีวิตแพทย์ที่รักษาโรคไตมาตั้งแต่สมัยเป็นแพทย์อินเทิร์น

จนกระทั่งเป็นหัวหน้าแผนกแนะนำให้พักรักษาตัวในโรงพยาบาลให้แข็งแรงแล้วค่อยกลับบ้าน

แต่อยู่ได้ 4 วันเขาวิงวอนหมอว่าขอกลับบ้าน

หมอซึ่งรักษากันมา 16 ปีไม่ยอม เขาพูดกับหมอด้วยความสุภาพว่า

'ขอให้ผมกลับบ้านเถอะ ผมอยากฟังเสียงนกร้อง'

คุณหมอไม่รู้หรอกว่าคนคิดถึงบ้านมันเป็นอย่างไร

เพราะพอเสร็จงานหมอก็กลับบ้าน'

หมอได้ฟังแล้วหมดทางสู้

ยอมให้คนไข้กลับบ้าน

แต่กำชับให้มาตรวจตรงตามเวลานัดทุกครั้ง

1 เดือน ถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

เขาสูญเสียการควบคุมอวัยวะของร่างกายเกือบทั้งหมด

เคลื่อนไหวได้อย่างเดียวคือกะพริบตา

แต่แพทย์บอกว่าสมองของเขายังดีมาก

เวลา ลูกเมียพูดคุยด้วยต้องบอกว่า

'ถ้าได้ยินพ่อกระพริบตาสองครั้ง'

เขากะพริบตาสองทีทุกครั้ง!

เห็นแล้วทั้งดีใจและใจหาย

เขายังรับรู้ แต่พูดไม่ได้

นี่กระมังที่เรียกว่าถูกขังในร่างของตนเอง

สิบวันก่อนพลัดพราก

ภรรยา กระซิบข้างหูว่า ' พ่อสู้นะ '

เขาไม่กะพริบตาซะแล้ว ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้สองเดือนเคยตอบว่า ' สู้ '

เขาสู้กับสารพัดโรคด้วยความเข้าใจโรค สู้ ชนิดที่หมอออกปากว่า

' คุณลุงแกสู้จริงๆ '

ตอนที่วางดอกไม้จันทน์

ผมนึกถึงประโยคที่แกพูดกับลูกเมื่อสี่เดือนก่อนว่า

'โรคภัยมันเอาร่างกายของพ่อไปแล้ว อย่าให้มันเอาใจของเราไปด้วย'

'แง่คิดดีๆ จากชายชราที่จากไป '

สอนให้เรารู้ว่า...

เราเกิดมาพร้อมกับจิตใจบริสุทธิ์

และมันสมองมหัศจรรย์ ที่จะสามารถเรียนรู้

แยกแยะเรื่องดีๆและสิ่งร้ายๆในชีวิต

จงใช้โอกาสดีๆที่ร่างกายและจิตใจของเรา
ยังทำอะไรๆได้อย่างที่สมองสั่ง

จงเรียนรู้ และสร้างประโยชน์สุข

ให้กับตนเองและผู้อื่นอย่างพอเพียง
และดำรงชีวิตอย่างพอเพียงทางเศรษฐกิจ!

หากทุกๆครั้งที่เรียนรู้

เราล้ม เราพลาดอาจจะรู้สึกท้อบ้างในบางที

แม้ไม่มีกำลังกายที่จะลุกในทันที..แต่ข้อให้มีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป
ถ้าเราเรียนรู้...ก็จะทำให้เราพบว่า

การล้มหรือพลาดครั้งต่อไป

เราจะไม่เจ็บเท่าเดิม


ความดีก็เหมือนกางเกงใน ต้องมีติดตัวไว้แต่ไม่ต้องเอามาโชว์

แหล่งที่มา F/W mail

Noi noi

ถือเป็นแง่คิดที่ดีมาก ขอบคุณนะครับ [emo17] [emo02]

~Jason_Bourne~

ความดีก็เหมือนกางเกงใน ต้องมีติดตัวไว้แต่ไม่ต้องเอามาโชว์    แร๊งส๊...!!!!!! อ่านแล้วลองออกเสียงครับ [emo10]

nakids

อ่านแล้วก็ซึ้ง กับคำพูดนะครับ  [emo17]
ทำให้เห็นมุมมองดีๆ จากบุคคลที่กล่าวมาเลย  [emo19]

boogyman

 [emo01] [emo17] [emo19]
ขอบคุณท่าน Microsoft นะครับ
แง่คิด การใช้ชีวิต ดี ๆ เพียบเลย
ป่วยกายได้ แต่อย่าป่วยใจ   [emo01]

เอม กฤติพณ

ขอบคุณครับ
ได้ข้อคิดดีๆมากมาย

Go Up