<?xml version="1.0" encoding="tis-620"?>

<!DOCTYPE rss PUBLIC "-//Netscape Communications//DTD RSS 0.91//EN"
 "http://my.netscape.com/publish/formats/rss-0.91.dtd">

<rss version="0.91">

<channel>
<title>วาไรตี้พีซี ดอทเน็ต</title>
<link>http://www.varietypc.net</link>
<description>วาไรตี้พีซี ดอทเน็ต</description>
<language>en-us</language>

<item>
<title>ย้อนกลับไดร์เวอร์เวอร์ชันก่อนหน้า หากระบบไม่เสถียร</title>
<link>http://www.varietypc.net/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=116</link>
<description><p>ท่านเคยอัพเดตไดร์เวอร์ของอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ประเภทต่างๆไปแล้ว แล้วทำให้ระบบวินโดวส์ไม่เสถียรหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นเราสามารถย้อนกลับการอัพเดตที่สร้างปัญหาให้กับเครื่องของเราได้ ด้วยการย้อนกลับไปใช้ไดร์เวอร์เวอร์ชันก่อนหน้าโดยทำดังนี้</p>
<p>1.คลิกขวาที่ My Computer &gt; เลือก Manage</p>
<p>2.ที่พาเนลด้านซ้าย คลิกเครื่องหมาย &quot;+&quot; ที่หัวข้อ System Tools &gt; Device Manager</p>
<p>3.ที่พาเนลด้านขวา คลิกเครื่องหมาย &quot;+&quot; ที่หัวข้อของอุปกรณ์ที่ต้องการ จะปรากฏรายละเอียดต่างๆของอุปกรณ์นั้นๆขึ้นมา</p>
<p>4.คลิกขวาที่อุปกรณ์ตัวที่เกิดปัญหาแล้วเลือก Properties</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/116_1.gif" /></p>
<p>5.หน้าต่างแสดงคุณสมบัติของอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์จะถูกเปิดขึ้นมา แล้วคลิกที่แท็บ Driver &gt; กดปุ่ม Roll Back Driver</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/116_2.gif" /></p>
<strong>Note.</strong> การที่เราจะทำเช่นนี้ได้ เราต้องมีสิทธิ์เป็นผู้ดูแลระบบ (Administrator) ด้วยนะ ถึงจะเปลี่ยนแปลงค่าต่างๆได้</description>
</item>

<item>
<title>การ Activate Windows ทำครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว</title>
<link>http://www.varietypc.net/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=115</link>
<description><p>Windows XP (License) จะต้องการให้เรา Re-Activation ใหม่ ถ้าหากเราเปลี่ยนฮาร์ดแวร์หลายๆชิ้นในครั้งเดียวกัน เช่น เมนบอร์ด เพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์</p>
<p>แต่.. ถ้าหากเราต้องการติดตั้ง Windows XP (License) ใหม่อีกครั้งกับเครื่องเดิมจะทำอย่างไร?</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/115_1.gif" /></p>
<p>เพื่อเป็นการป้องกันการ Re-Activation ใหม่ ให้ทำการก็อบปี้ไฟล์ <strong>wpa.dbl</strong> ที่อยู่ในโฟลเดอร์ System32 เก็บเอาไว้ที่ไดร์วอื่น และเมื่อติดตั้ง Windows เสร็จแล้ว ก็เพียงแค่ก็อบปี้ไฟล์ <strong>wpa.dbl</strong> กลับไปใส่ไว้ที่โฟลเดอร์ System32 ตามเดิมครับ</p></description>
</item>

<item>
<title>อีก 1 วิธีง่ายๆ ในการเพิ่มความเร็วให้กับเมนูสตาร์ท</title>
<link>http://www.varietypc.net/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=114</link>
<description><p>สำหรับการเพิ่มความเร็วให้กับเมนูสตาร์ท ก่อนหน้านี้ผมเคยเอามาลงไว้แล้วกับ -&gt;&nbsp;<a target="_blank" href="modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=26"><strong>2 วิธีง่ายๆ ในการเพิ่มความเร็วให้กับเมนูสตาร์ท</strong></a> ซึ่งจะมีอีก 1 วิธีที่ช่วยทำให้มีความเร็วเพิ่มขึ้นไปอีกครับ เรามาดูกัน</p>
<p>1.คลิกขวาที่ My Computer เลือก Properties</p>
<p>2.เลือกแท็บ Advanced และที่หัวข้อ Performance คลิกปุ่ม Settings</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/114_1.gif" /></p>
3.ที่หัวข้อ Fade or slide menus into view ให้เอาเครื่องหมายถูกออก แล้วกด Apply &gt; OK
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/114_2.gif" /></p></description>
</item>

<item>
<title>การแชร์ไฟล์และเอกสารต่างๆให้ผู้อื่นมาร่วมใช้งานได้</title>
<link>http://www.varietypc.net/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=113</link>
<description><p>การแชร์ไฟล์และเอกสารต่างๆในเครื่องของเราให้คนอื่นเข้ามาใช้ได้ ถือว่าเป็นหัวใจหลักของการใช้เครือข่าย Network เลยทีเดียว การแชร์ไฟล์และโฟลเดอร์เราสามารถจัดการได้ 2 วิธี โดยถ้าเราเลือกการแชร์อย่างง่ายๆ (Simplified file sharing) โฟลเดอร์ของเราจะแชร์ให้ทุกๆคนบนระบบ Network หรือ Workgroup หรือเราจะสั่งแชร์แบบ Folder Private (ซึ่งเป็นวิธีการแชร์โฟลเดอร์นี้จะใช้ใน Windows 2000) อย่างไรก็ตามใน Windows XP เราสามารถเซ็ตการอนุญาตให้ใช้โฟลเดอร์ (Folder Permissions) สำหรับกลุ่มผู้ใช้เฉพาะกลุ่มก็ย่อมได้เช่นกัน ซึ่งการที่เราจะทำอย่างนี้ได้ เราต้องแก้ไขค่าเบื้องต้นสำหรับการแชร์อย่างง่ายกันก่อน โดยทำดังนี้</p>
<p>1.คลิกปุ่ม Start &gt; Control Panel &gt; ดับเบิลคลิกที่ชอร์ตคัท Folder Options</p>
<p>2.คลิกแท็บ View ที่หัวข้อ Advanced Settings: เอาเครื่องหมายถูกออกหน้าหัวข้อ Use simple file sharing (Recommended) ดังรูป แล้วกด Apply &gt; OK</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/113_1.gif" /></p>
<p>มาต่อกันที่ขั้นตอนการจัดการการอนุญาตการใช้ไฟล์หรือโฟลเดอร์ (Polder Permissions)</p>
<p>1.เปิด My Computer หรือ Windows Explorer</p>
<p>2.คลิกขวาที่โฟลเดอร์ที่ต้องการจะแชร์ แล้วเลือก Properties</p>
<p>3.คลิกแท็บ Security แล้วเลือกกลุ่มผู้ใช้หรือชื่อผู้ใช้ที่ต้องการ และกำหนดค่า Permissions ต่างๆเช่น Full Control, Modify, Read, Write กับ User ที่ต้องการครับ</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/113_2.gif" /></p>
<p><strong>Note.</strong> เราสามารถกำหนดค่า Permissions ของไฟล์หรือโฟลเดอร์ต่างๆที่ใช้ระบบไฟล์แบบ NTFS ได้ก็ต่อเมื่อ เราต้องมีสิทธิ์ในระดับ Administrator หรือผู้ดูแลระบบด้วย ถึงจะทำเช่นนี้ได้นะครับ</p></description>
</item>

<item>
<title>ปิดการใช้งานปุ่ม Shutdown ที่ Welcome Screen</title>
<link>http://www.varietypc.net/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=112</link>
<description><p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/112_0.gif" /></p>
<p>เวลามีเด็กหรือคนที่มือบอนชอบมาคลิกนู่นคลิกนี่บนหน้าจอเล่นตลอดเวลา หรือบางครั้งเรากลัวว่าเขาจะเผลอไปคลิกปุ่ม Shutdown เข้า โดยที่ยังไม่ได้ Logon ดังนั้นเราจะป้องกันไม่ให้เขาคลิกปุ่ม Shutdown ที่หน้าจอ Welcome Screen ได้ดังนี้</p>
<p>1.คลิก Start &gt; Control Panel &gt; ดับเบิลคลิกที่ชอร์ตคัท Administrative Tools &gt; ดับเบิลคลิกที่ Local Security Policy</p>
<p>2.หน้าต่าง Local Security Settings จะเปิดขึ้นมา ที่พาเนลด้านซ้ายคลิกที่เครื่องหมาย &quot;+&quot; หน้าหัวข้อ Local Policies &gt; Security Options</p>
<p>3.ที่พาเนลด้านขวาดับเบิลคลิกที่หัวข้อ Shutdown: Allow system to be shut down without having to log on</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/112_1.gif" /></p>
<p>4.ตั้งค่าของ Policy นี้เป็น Disabled เพื่อปิดการทำงาน แล้วกด Apply &gt; OK</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/112_2.gif" /></p>
<p>ต่อจากนี้ไป เครื่องคอมพิวเตอร์จะไม่สามารถ Shutdown ได้ ถ้ายังไม่ได้ Logon เข้าระบบ แต่บางคนอาจจะใช้วิธีลักไก่ กดปุ่มปิดเครื่องกดแช่ไว้ให้เครื่องปิดเอาก็ได้นะ</p></description>
</item>

<item>
<title>Disk Management กับการจัดการพาร์ทิชันบน Windows XP</title>
<link>http://www.varietypc.net/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=111</link>
<description><p><strong><u>ระบบที่รองรับ</u></strong> XP</p>
<p>Disk Management เป็นโปรแกรมจัดการพาร์ทิชันของ Windows XP การใช้งาน Disk Management นั้นไม่สามารถแก้ไขพาร์ทิชันหลักที่ใช้งาน Windows XP อยู่ได้ และต้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถบูตได้ด้วย Windows XP ได้เท่านั้น จะกระทำโดยมีเพียงฮาร์ดดิสต์เปล่าๆไม่ได<strong>้</strong></p>
<p><strong>ข้อดี</strong> เหมาะสำหรับเอาไปจัดการพาร์ทิชันต่างๆกับฮาร์ดดิสต์ลูกใหม่ที่จะเอามาใส่เพิ่ม</p>
<p><strong>ข้อเสีย</strong> โปรแกรมนี้ไม่สามารถย่อ-ขยายพาร์ทิชันใหม่ในภายหลังได้ จะกระทำได้เพียงสร้างและลบพาร์ทิชันเท่านั้น</p>
<p><strong>เรามาทำความรู้จักกับความหมายของพาร์ทิชันกันก่อนครับ</strong> ซึ่งแบ่งออกมาได้ 3 แบบดังนี้</p>
<p>1.<strong>พาร์ทิชันหลัก (Primary Partition)</strong> เป็นพาร์ทิชันที่ฮาร์ดดิสต์ทุกตัวจำเป็นต้องมี เพราะเป็นพาร์ทิชันสำหรับติดตั้งระบบปฏิบัติการ สำหรับการสร้างพาร์ทิชันหลักนั้นสามารถสร้างได้สูงสุดเพียง 4 พาร์ทิชัน (เมื่อหักพาร์ทิชัน Extended จะเหลือเพียง 3 พาร์ทิชันเท่านั้น) และต้องตั้งค่าให้ระบบรู้ด้วยว่าจะใช้พาร์ทิชันหลักตัวไหนเป็นตัวบูตเครื่อง หรือที่เรียกว่า <strong>Active Partition</strong></p>
<p>2.<strong>พาร์ทิชันรอง (Extended Partition)</strong> เป็นพาร์ทิชันที่แบ่งเพิ่มขึ้นมาเพื่อใช้สำหรับเก็บข้อมูลที่ไม่จำเป็นหรืออาจจะใช้สำรองข้อมูล สำหรับพาร์ทิชันรองนี้สามารถมองเห็นได้เสมอ ไม่ว่าจะบูตเครื่องจากระบบปฏิบัติการที่อยู่ในพาร์ทิชันหลักตัวใดก็ตาม</p>
<p>3.<strong>พาร์ทิชันส่วนย่อย (Logical Partition)</strong> เป็นพาร์ทิชันที่อยู่ภายใต้พาร์ทิชันรอง เนื่องจากในความเป็นจริงพาร์ทิชันรองยังไม่สามารถใช้งานได้ ต้องสร้างพาร์ทิชันส่วนย่อยก่อนจึงจะใช้งานได้สมบูรณ์ ขนาดของพาร์ทิชันส่วนย่อยจะเท่ากับหรือน้อยกว่าพาร์ทิชันรองก็ได้</p>
<p><strong>Note.</strong> หากสร้างพาร์ทิชันส่วนย่อยอันแรกให้มีขนาดน้อยกว่าพาร์ทิชันรอง จะสามารถสร้างพาร์ทิชันส่วนย่อยได้อีกหนึ่งพาร์ทิชัน โดยพาร์ทิชันส่วนย่อยอันแรกจะเป็นไดร์ฟ D (เพราะพาร์ทิชันหลักคือไดร์ฟ C ไปแล้ว) และพาร์ทิชันส่วนย่อยอันที่ 2, 3, ,,, จะเป็นไดร์ฟ E, F, ,,, ตามลำดับ </p>
<p><strong>การเปิดเรียกใช้งานโปรแกรม Disk Management</strong></p>
<p>สามารถเรียกใช้งานได้ 2 วิธีดังนี้ </p>
<p><strong>วิธีที่ 1</strong>&nbsp;คลิกปุ่ม Start &gt; Control Panel &gt; ดับเบิลคลิกที่ Administrative Tools &gt; ดับเบิลคลิกที่ Computer Management &gt; ที่หัวข้อ Storage เลือก Disk Management</p>
<p><strong>วิธีที่ 2</strong>&nbsp;คลิกขวาที่ My Computer &gt; เลือก Manage &gt; ที่หัวข้อ Storage เลือก Disk Management</p>
<p>จะเจอกับหน้าตาดังรูป</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/111_1.gif" /></p>
<p><strong>การสร้างพาร์ทิชันหลัก (Primary Partition)</strong></p>
<p>1.คลิกขวาบริเวณพื้นที่ว่างของไดร์ฟที่ต้องการสร้างพาร์ทิชัน แล้วเลือกคำสั่ง New Partition...</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/111_2.gif" /></p>
<p>2.จะปรากฏหน้าต่าง New Partition Wizard ขึ้นมา คลิก Next เพื่อเริ่มการสร้างพาร์ทิชันใหม่</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/111_3.gif" /></p>
<p>3.กำหนดชนิดของการสร้างพาร์ทิชันหลัก โดยคลิกเลือกที่หัวข้อ Primary Partition แล้วคลิก Next</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/111_4.gif" /></p>
<p>4.กำหนดขนาดให้กับพาร์ทิชันหลักตามต้องการในช่อง Partition size in MB: ในที่นี้ผมจะใส่ค่าเป็น 18626MB จากความจุของฮาร์ดดิสต์ทั้งหมด 80GB (หรือถ้านับจากความจุอ้างอิงก็คือ 20GB นั่นเอง) แล้วคลิก Next</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/111_5.gif" /></p>
<p>5.กำหนดชื่อไดร์ฟที่จะให้แสดงผลที่ตัวเลือก Assign the following drive letter: หรือเลือก Mount in the following emtry NTFS folder: แล้วระบุชื่อโฟลเดอร์ที่ต้องการลงในช่องเพื่อจำลองพาร์ทิชันให้เป็นเสมือนโฟลเดอร์หนึ่งของ Windows XP หรือถ้าคลิกเลือกที่หัวข้อ Do not assign a drive letter or drive path จะไม่มีการแสดงชื่อไดร์ฟให้กับพาร์ทิชันนี้</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/111_6.gif" /></p>
<p>6.การสร้างพาร์ทิชันหลักจะอนุญาตให้ใช้รูปแบบไฟล์ (File system:) เป็น NTFS เท่านั้น ที่หัวข้อ Volume label: ให้กำหนดชื่อไดร์ฟตามต้องการ และใส่เครื่องหมายถูกหน้าข้อ Perform a quick format ด้วยเพื่อให้ระบบทำการฟอร์แมตพาร์ทิชันแบบรวดเร็ว เสร็จแล้วคลิก Next</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/111_7.gif" /></p>
<p>7.ในขั้นตอนนี้โปรแกรม Disk Management จะแสดงรายละเอียดที่เกี่ยวกับการสร้างพาร์ทิชันหลักให้ผู้ใช้ทราบ หากต้องการยืนยันการสร้างพาร์ทิชันก็คลิกปุ่ม Finish ครับ</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/111_8.gif" /></p>
<p>8.โปรแกรม Disk Management จะเริ่มสร้างและฟอร์แมตพาร์ทิชันหลักให้ทันที และหลังจากนี้จะพบกับไดร์ฟใหม่ที่เพิ่มเข้ามา</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/111_9.gif" /></p>
<p><strong>การสร้างพาร์ทิชันรอง (Extended Partition)</strong></p>
<p>1.คลิกขวาบริเวณพื้นที่ว่างๆของไดร์ฟที่ต้องการสร้างพาร์ทิชัน Extended แล้วเลือกคำสั่ง New Partition...</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/111_10.gif" /></p>
<p>2.จะปรากฏหน้าต่าง New Partition Wizard ขึ้นมา คลิก Next เพื่อเริ่มการสร้างพาร์ทิชันใหม่</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/111_3.gif" /></p>
<p>3.คลิกเลือก Extended partition เพื่อสร้างพาร์ทิชันรอง แล้วคลิก Next</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/111_11.gif" /></p>
<p>4.กำหนดขนาดของพาร์ทิชัน Extended ในช่อง Partition size in MB: หากต้องการสร้างเต็มพื้นที่ก็ให้ปล่อยไว้ไม่ต้องแก้ไข แล้วคลิก Next</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/111_12.gif" /></p>
<p>5.ในขั้นตอนนี้โปรแกรม Disk Management จะแสดงรายละเอียดที่เกี่ยวกับการสร้างพาร์ทิชันรองให้ผู้ใช้ทราบ หากต้องการยืนยันการสร้างพาร์ทิชันก็คลิกปุ่ม Finish ครับ</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/111_13.gif" /></p>
<p>6.โปรแกรม Disk Management จะเริ่มสร้างและฟอร์แมตพาร์ทิชัน Extended ให้ทันที หลังจากนี้ Extended Partition จะแสดงพื้นที่เป็นสีเขียว แล้วระบุพื้นที่ว่างเป็น Free space</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/111_14.gif" /></p>
<p><strong>การสร้างพาร์ทิชันส่วนย่อย (Logical Partition)</strong></p>
<p>1.คลิกขวาบริเวณพื้นที่ว่างของพาร์ทิชัน Extended ที่ถูกสร้างไว้ก่อนหน้านี้ แล้วเลือกคำสั่ง New Logical Drive...</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/111_15.gif" /></p>
<p>2.จะปรากฏหน้าต่าง New Partition Wizard ขึ้นมา คลิก Next เพื่อเริ่มการสร้างพาร์ทิชันใหม่</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/111_3.gif" /></p>
<p>3.ปกติการสร้างพาร์ทิชันภายใต้พาร์ทิชัน Extended ระบบจะกำหนดค่ามาให้เป็น Logical Drive มาให้อย่างเดียวเท่านั้น ผู้ใช้จะไม่สามารถเลือกหรือเปลี่ยนแปลงค่าได้ ให้คลิก Next เพื่อดำเนินการต่อ</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/111_16.gif" /></p>
<p>4.กำหนดขนาดของพาร์ทิชัน Logical ที่ต้องการในช่อง Partition size in MB: ถ้าต้องการสร้างพาร์ทิชันแบบเต็มพื้นที่ของฮาร์ดดิสต์ก็ให้ปล่อยไว้ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเลข แล้วคลิก Next</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/111_12.gif" /></p>
<p>5.กำหนดชื่อไดร์ฟที่จะให้แสดงผลที่ตัวเลือก Assign the following drive letter: หรือเลือก Mount in the following emtry NTFS folder: แล้วระบุชื่อโฟลเดอร์ที่ต้องการลงในช่องเพื่อจำลองพาร์ทิชันให้เป็นเสมือนโฟลเดอร์หนึ่งของ Windows XP หรือถ้าคลิกเลือกที่หัวข้อ Do not assign a drive letter or drive path จะไม่มีการแสดงชื่อไดร์ฟให้กับพาร์ทิชันนี้</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/111_17.gif" /></p>
<p>6.การสร้างพาร์ทิชัน Logical บน Windows XP จะอนุญาตให้ใช้รูปแบบไฟล์ (File System) เป็น NTFS เท่านั้น จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบไฟล์เป็นอย่างอื่นได้ แล้วระบุชื่อของไดร์ฟตามต้องการในช่อง Volume label: และใส่เครื่องหมายถูกหน้าข้อ Perform a quick format ด้วยเพื่อให้ระบบทำการฟอร์แมตพาร์ทิชันแบบรวดเร็ว เสร็จแล้วคลิก Next</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/111_18.gif" /></p>
<p>7.และในขั้นตอนนี้โปรแกรม Disk Management จะแสดงรายละเอียดที่เกี่ยวกับการสร้างพาร์ทิชัน Logical ให้ผู้ใช้ทราบ หากต้องการยืนยันการสร้างพาร์ทิชันก็คลิกปุ่ม Finish ครับ</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/111_19.gif" /></p>
<p>8.โปรแกรม Disk Management จะเริ่มสร้างและฟอร์แมตพาร์ทิชัน Logical ให้ทันที และหลังจากนี้จะพบกับไดร์ฟใหม่ที่เพิ่มเข้ามา</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/111_20.gif" /></p>
<p>เป็นอันเสร็จสิ้นการสร้างพาร์ทิชันต่างๆให้กับฮาร์ดดิสต์ลูกใหม่ครับ หลังจากนี้ท่านสามารถเอาฮาร์ดดิสต์ลูกนี้ไปจัดเก็บและสำรองข้อมูลตามต้องการได้เลย</p>
<p>อ้อ.. เดี๋ยวก่อน เกือบลืมไปเลย สำหรับท่านที่จะเอาฮาร์ดดิสต์ลูกใหม่ลูกนี้ไปลงวินโดวส์ให้กับเครื่องอื่นๆท่านจะต้องกำหนดค่า Active Partition ให้กับ Primary Partition ด้วยนะครับ เพราะถ้าไม่ตั้งค่านี้ เมื่อติดตั้งวินโดวส์ในขั้นตอนของการติดตั้งเสร็จแล้ว จะไม่สามารถเข้าวินโดวส์ได้ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน!!</p>
<p>วิธีการเซ็ต Active Partition ก็เพียงแค่คลิกขวาบริเวณพื้นที่ว่างๆของ Primary Partition แล้วเลือก Mark Partition as Active</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/111_21.gif" /></p></description>
</item>

<item>
<title>เปิดโฟลเดอร์ของวินโดวส์ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม</title>
<link>http://www.varietypc.net/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=110</link>
<description><p><strong><u>รองรับระบบ</u></strong> XP, Vista </p>
<p>เวลาที่เราเปิดโฟลเดอร์ที่มีโฟลเดอร์ย่อยจำนวนมากๆ (ประมาณ 500 โฟลเดอร์ขึ้นไป) ท่านรู้สึกไหมว่ามันเปิดได้ช้ามาก เพราะกว่าวินโดวส์จะแสดงผลได้ครบทั้งหมดก็กินเวลาไปกว่าสิบวินาทีแล้ว แต่ถ้าเปิดโฟลเดอร์ที่มีโฟลเดอร์จำนวนน้อยๆ ก็สามารถเรียกเปิดขึ้นมาได้ด้วยความเร็วปกติ</p>
<p>วิธีการทำต่อไปนี้จะช่วยให้ท่านสามารถเรียกเปิดโฟลเดอร์ได้เร็วขึ้นและเรียกใช้หน่วยความจำแคชได้อย่างคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับเครื่องของท่านที่มีหน่วยความจำภายในเครื่อง 512MB แล้วอัพเกรดด้วยการเพิ่มหน่วยความจำเป็น 1GB หรือ 2GB ถ้าความจุน้อยกว่านี้ไม่แนะนำครับ และนอกจากนี้การทำ Defragment (จัดเรียงข้อมูล) ก็มีส่วนช่วยด้วยเช่นกัน</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/110_1.gif" /></p>
<p>1.คลิก Start &gt; Run พิมพ์ <strong>Regedit</strong> แล้วกด Enter</p>
<p>2.เข้าไปยังโฟลเดอร์คีย์ต่อไปนี้ HKEY_CURRENT_USER &gt; Software &gt; Microsoft &gt; Windows &gt; ShellNoRoam</p>
<p>3.คลิกขวาที่คีย์ <strong>BagMRU Size</strong> เลือก Modify</p>
<p>4.ในช่อง Value data: ให้ใส่ค่าเป็น &quot;<strong>1388</strong>&quot; จากนั้นก็ปิดโปรแกรม แล้วรีสตาร์ทเครื่องใหม่ และหลังจากนี้วินโดวส์จะสามารถเปิดโฟลเดอร์ที่มีโฟลเดอร์ย่อยได้สูงสุดถึง 5000 โฟลเดอร์ได้ด้วยความรวมเร็วครับ</p>
<p><strong>Note.</strong> วิธีการข้างต้นจะสามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพกับเครื่องพีซีที่ติดตั้งหน่วยความจำขนาด 1GB ขึ้นไปเท่านั้น เนื่องจากระบบจะสงวนหน่วยความจำไว้ส่วนหนึ่งสำหรับการเรียกเปิดโฟลเดอร์โดยเฉพาะ ซึ่งจะทำให้เหลือหน่วยความจำสำหรับงานอย่างอื่นน้อยลง</p></description>
</item>

<item>
<title>แชทให้มันส์กว่าเดิมด้วย Messenger Plus! Live ภาค 1</title>
<link>http://www.varietypc.net/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=109</link>
<description><p>ผมเชื่อแน่ว่าเกือบทุกท่านที่เล่นอินเตอร์เน็ตจะต้องรู้จักการเล่นเอ็มหรือการเล่นโปรแกรม Windows Live Messenger สำหรับการพิมพ์คุยกันกับเพื่อนผ่านทางอินเตอร์เน็ตหรือ Instant Message ซึ่งเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก แต่มีไม่มากนักที่ทราบว่า Windows Live Messenger มีโปรแกรมเสริมที่ชื่อว่า Messenger Plus! Live ที่จะเพิ่มความสนุกและความสะดวกสบายในการเล่นเอ็มได้มากอย่างที่คุณไม่เคยคิดมาก่อน งานนี้ไม่ลองไม่รู้ครับ</p>
<p>สำหรับในบทความนี้ผมจะขอข้ามวิธีการใช้โปรแกรม Windows Live Messenger เพราะเชื่อว่าทุกท่านคงจะคุ้นเคยกับการใช้โปรแกรมอยู่แล้ว แต่ผมจะมุ่งเน้นไปที่วิธีการใช้ และให้คุณรู้ถึงคุณสมบัติพิเศษของโปรแกรมเสริม Messenger Plus! Live เพื่อให้คุณสามารถใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติใหม่ได้อย่างเต็มที่ โดยเริ่มตั้งแต่การไปดาวน์โหลดตัวโปรแกรม, การติดตั้งโปรแกรม, การใช้งานในเบื้องต้นและรวมไปถึงการดาวน์โหลดตัวเสริมโปรแกรมเพิ่มเติมในอนาคต</p>
<p>ก่อนอื่นให้คุณเข้าไปดาวน์โหลดโปรแกรม Messenger Plus! Live จาก <a target="_blank" href="http://www.msgpluslive.net/download/"><strong>MsgPlusLive.net</strong></a> ในขณะที่เขียนบทความอยู่นี้โปรแกรมอัพเดตอยู่ที่เวอร์ชัน 4.60.326 ซึ่งตัวโปรแกรมมีขนาด 4.56MB และสามารถทำงานร่วมกับโปรแกรม Windows Live Messenger เวอร์ชัน 6.0 - 9.0 และสามารถติดตั้งกับ Windows XP และ Windows Vista ทั้งแบบ 32-Bit และ 64-Bit ได้ หลังจากที่คุณดาวน์โหลดตัวโปรแกรมดังกล่าวมาเรียบร้อยแล้ว ให้ดับเบิลคลิกที่ไฟล์ MsgPlusLive-460.exe ที่คุณเพิ่งดาวน์โหลดมา เพื่อเริ่มต้นการติดตั้งโปรแกรม Messenger Plus! Live ซึ่งขั้นตอนการติดตั้งก็เหมือนกับการติดตั้งโปรแกรมทั่วๆไป</p>
<p>หลังจากที่คุณทำการติดตั้งโปรแกรม Messenger Plus! Live เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะมีไอคอน Messenger Plus! Features และ Scripts เพิ่มเติมขึ้นมา ซึ่งนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเพิ่มสีสันใหม่ๆให้กับการเล่นโปรแกรม Windows Live Messenger คราวนี้เรามาดูกันว่าใน Messenger Plus! Features มีอะไรให้เราเล่นสนุกเพิ่มเติมได้บ้าง</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/109_1.gif" /></p>
<p><strong>เปิดใช้หลายชื่อบัญชีในเวลาเดียวกัน</strong></p>
<p>คุณสมบัตินี้คงเป็นคุณสมบัติที่หลายๆท่านต้องการเป็นอย่างมาก จากนี้ไปคุณจะไม่ถูกจำกัดอยู่ที่การเปิดใช้ชื่อบัญชีได้เพียงชื่อเดียวในเวลาเดียวกันเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป เพราะ Messenger Plus! Live เปิดโอกาสให้คุณสามารถเปิดใช้หลายชื่อบัญชีในเวลาเดียวกันได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน</p>
<p>ความอิสระเช่นนี้สามารถเปิดใช้ง่ายๆได้ด้วยการไปคลิกที่ปุ่มไอคอน <strong>Plus!</strong> แล้วคลิกเลือกคำสั่ง <strong>ตัวเลือก...</strong></p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/109_2.gif" /></p>
<p>ซึ่งคุณจะได้หน้าต่างใหม่ที่ชื่อ <strong>Messenger Plus! Live ตัวเลือกต่างๆ</strong> ขึ้นมา ให้คุณคลิกที่แท็ป Customize! ในหัวข้อ <strong>Messenger</strong> จะมีส่วนของ Multiple Accounts ให้คุณคลิกถูกที่หน้าช่อง <strong>อนุญาตให้ฉันเชื่อมต่อหลายบัญชีพร้อมๆกัน</strong> ดังรูป</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/109_3.gif" /></p>
<p>เท่านี้คุณก็สามารถเปิดใช้หลายชื่อบัญชีในเวลาเดียวกันได้แล้ว คราวนี้ให้คุณไปเปิดโปรแกรม Windows Live Messenger อีกครั้ง ซึ่งคุณก็จะได้หน้าโปรแกรมขึ้นมาอีกหน้าต่างหนึ่ง ให้คุณเข้าไปอีกชื่อบัญชีหนึ่งได้แล้ว จะเห็นได้ว่าสะดวกและคล่องตัวมากๆ</p>
<p><strong>แสดงรายชื่อเพื่อนบนเดสต์ทอป</strong></p>
<p>สำหรับท่านที่เล่นเอ็มบนหน้าจอไม่ใหญ่นัก น่าจะชอบคุณสมบัติการแสดงรายชื่อเพื่อนบนเดสต์ทอปวินโดวส์ของ Messenger Plus! Live เพราะคุณสามารถแปะแถบชื่อของเพื่อนๆที่คุณคุยเอ็มด้วยบ่อยๆไว้บนหน้าเดสต์ทอปได้เลย โดยคุณก็ไม่จำเป็นต้องเปลืองเนื้อที่บนหน้าจอด้วยหน้าต่างของ Messenger แต่ก็ยังสามารถเปิดคุยเอ็มกับเพื่อนๆได้เหมือนเดิม เก๋ไก๋สุดๆ การเปิดใช้คุณสมบัตินี้ก็ไม่ยาก</p>
<p>ให้คุณคลิกขวาชื่อของเพื่อนคุณบนหน้าต่าง Messenger แล้วเลือกคำสั่ง <strong>Messenger Plus!</strong> -&gt; <strong>แสดงบนเดสก์ทอป</strong> เท่านี้แถบชื่อเพื่อนของคุณก็ไปอยู่บนเดสต์ทอปพร้อมให้คุณคุยได้ตลอดเวลาแล้ว</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/109_4.gif" /></p>
<p>นอกจากนี้คุณยังสามารถเข้าไปตั้งค่าต่างๆ สำหรับคุณสมบัตินี้เพิ่มเติมได้ที่หน้า Preferences ของ Messenger Plus! Live ที่แท็ป <strong>Messenger</strong> แล้วคลิกในส่วนของ <strong>รายชื่อบนเดสก์ท็อป</strong></p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/109_5.gif" /></p>
<p><strong>ผลลัพธ์</strong></p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/109_6.gif" /></p>
<p>ซึ่งคุณสามารถตั้งค่าได้ตั้งแต่ ลักษณะของชื่อที่แสดง, การกระพริบเพื่อให้ทราบว่ามีข้อความส่งเข้ามา, รวมไปถึงสีและความโปร่งใสของแถบชื่อ เยี่ยมไปเลยใช่มั้ยครับ</p>
<p><strong>แชทแบบแท็บในวินโดวส์เดียวกัน</strong></p>
<p>ขณะที่คุณพิมพ์คุยกับเพื่อนหลายๆคนในเวลาเดียวกัน คงจะเคยมีปัญหาเรื่องมีหน้าต่างสนทนาเปิดขึ้นบนหน้าจอเป็นจำนวนมาก มากจนบางครั้งไม่รู้ว่าหน้าต่างไหนเป็นของเพื่อนคนไหน จนทำให้บางครั้งพิมพ์ข้อความไปให้เพื่อนผิดคน ปัญหาเหล่านั้นจะหมดไปเมื่อคุณเปิดใช้คุณสมบัติแชทแบบแท็บในวินโดวส์เดียวกัน คราวนี้ไม่ว่าคุณจะมีเพื่อนพิมพ์คุยด้วยพร้อมกันในเวลาเดียวกันมากเท่าไหร่ คุณก็จะมีหน้าต่างพิมพ์สนทนาเปิดขึ้นมาเพียงแค่หน้าต่างเดียว โดยในหน้าต่างเดียวกันนี้เพื่อนที่คุณพิมพ์คุยด้วยจะมีแท็บของตัวเองอย่างเด่นชัด ให้คุณเลือกพิมพ์คุยด้วยได้อย่างสะดวก และที่สำคัญลืมปัญหาเรื่องหน้าต่างเยอะรกหน้าจอไปได้เลย</p>
<p>วิธีการเปิดใช้ก็สามารถทำได้ง่ายๆด้วยการคลิกที่ปุ่มไอคอน <strong>Plus!</strong> แล้วคลิกเลือกคำสั่ง <strong>ตัวเลือก...</strong></p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/109_2.gif" /></p>
<p>ซึ่งคุณจะได้หน้าต่างใหม่ที่ชื่อ <strong>Messenger Plus! Live ตัวเลือกต่างๆ</strong> ขึ้นมา ให้คุณคลิกที่แท็บ <strong>การสนทนา</strong> ในหัวข้อ <strong>การสนทนาแบบแท็บ</strong> แล้วคลิกถูกที่ช่องหน้าคำสั่งดังรูป</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/109_7.gif" /></p>
<p><strong>ผลลัพธ์</strong></p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/109_8.gif" /></p>
<p>เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเปิดใช้คุณสมบัติแชทแบบแท็บได้แล้ว และนอกจากนี้คุณยังสามารถตั้งค่าเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแสดงแท็บอื่นๆอีกได้ด้วยเช่น ชื่อของแต่ละแท็บ, ขนาดของแท็บ และตำแหน่งของแท็บได้อีกด้วยครับ</p>
<p><strong>พิมพ์ข้อความด่วนด้วยคีย์ลัด</strong></p>
<p>บางครั้งคุณคงจะเคยเบื่อที่จะต้องพิมพ์ข้อความที่ใช้ประจำบางข้อความซ้ำไปซ้ำมาบ่อยๆ ซึ่งทำให้บางครั้งการสนทนามีการติดขัดหรือสะดุดเพราะต้องนั่งพิมพ์ข้อความนั้นๆใหม่ตั้งแต่ต้นทุกครั้ง แต่ถ้าหากมีคีย์ลัดที่คุณพิมพ์แค่ไม่กี่ตัวก็สามารถได้ข้อความที่ใช้บ่อยนั้นพร้อมส่งให้คู่สนทนาก็คงจะดีไม่น้อย โชคดีที่วันนี้คุณได้รู้จักกับโปรแกรมเสริมอย่าง Messenger Plus! Live แล้ว เพราะโปรแกรมมีคุณสมบัติพิเศษที่จะช่วยคุณแก้ปัญหานี้ได้โดยเฉพาะ คุณสมบัตินี้มีชื่อว่า <strong>ข้อความด่วน (Quick Texts)</strong></p>
<p>&nbsp;วิธีการเปิดใช้ก็ให้คุณเปิดขึ้นไปที่หน้าต่าง <strong>Messenger Plus! Live ตัวเลือกต่างๆ</strong> แล้วคลิกเลือกที่แท็ป <strong>การสนทนา</strong> ซึ่งจะมีส่วนของ <strong>ข้อความด่วน</strong> ให้คุณคลิกเลือก</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/109_9.gif" /></p>
<p>จากนั้นก็คลิกปุ่ม <strong>เพิ่ม</strong> จะมีหน้าต่างใหม่โผล่ขึ้นมาชื่อ <strong>ตั้งค่าข้อความด่วน</strong> เพื่อเริ่มต้นการเพิ่มข้อความและคีย์ลัดของข้อความของคุณได้เลย</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/109_10.gif" /></p>
<p>นอกจากนี้คุณยังสามารถเลือกเปลี่ยนคำบางคำที่พิมพ์เป็นอีกคำหนึ่งโดยอัตโนมัติได้อีกด้วย เมื่อคุณตั้งค่าเรียบร้อยแล้ว ให้คุณคลิกที่ปุ่ม OK ชุดคำใหม่ที่เพิ่งตั้งค่าไปก็จะปรากฏบนรายการพร้อมให้คุณใช้บริการได้แล้วครับ</p>
<p><strong>ล็อก Messenger ซ่อนไม่ให้คนอื่นเห็นหรือใช้ได้</strong></p>
<p>ถ้าความเป็นส่วนตัวในการเล่นเอ็มเป็นเรื่องที่สำคัญกับคุณมากๆละก็ คุณสมบัติการล็อก Messenger ซ่อนไม่ให้คนอื่นเห็นหรือใช้ได้ หรือที่เรียกกันว่า Messenger Lock น่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายที่คุณต้องการ เพราะนอกจากคุณจะมีคีย์ลัดให้คุณสามารถปิดซ่อนหน้าต่างของโปรแกรม Windows Live Messenger เพื่อหลบจากสายตาผู้อื่นได้อย่างรวดเร็วอย่างสายฟ้าแลบแล้ว</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/109_11.gif" /></p>
<p>ให้คุณเปิดไปที่หน้าต่าง <strong>Messenger Plus! Live ตัวเลือกต่างๆ</strong> แล้วคลิกเลือกที่แท็ป <strong>Messenger</strong> ภายในแท็ปให้คุณเลือกที่ <strong>ล็อก Messenger</strong> เพื่อเข้าไปตั้งค่าต่างๆในส่วนนี้ โดยจะแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆคือ ในส่วนแรก <strong>ตัวเลือกเมื่อล็อก Messenger</strong> เป็นส่วนที่คุณตั้งค่าเกี่ยวกับการตั้งคีย์ลัดในการล็อกและการอันล็อก ส่วนที่สองคือ <strong>ตัวเลือกเมื่อปลดล็อก Messenger</strong> เป็นส่วนที่ให้คุณตั้งค่าการแสดงต่างๆในขณะที่คุณใช้ Messenger Lock ไม่ว่าจะเป็นการแสดงข้อความและสถานะออนไลน์พิเศษให้กับเพื่อนๆที่คุยอยู่ด้วยขณะนั้น, การเปลี่ยนไอคอนที่ Tray ให้เป็นไอคอนแบบอื่นเพื่อเป็นการหลบไม่ให้คนอื่นรู้ว่าเรากำลังใช้ Messenger อยู่ได้อย่างเนียนที่สุด รวมไปถึงการล็อกด้วย Password เพื่อไม่ให้คนอื่นสามารถเปิดใช้ Messenger ต่อได้ คราวนี้คุณก็ไม่ต้องกลัวว่าใครจะยุ่งกับการเล่นเอ็มของคุณได้อีกต่อไป</p>
<p><strong>แสดงสถานะส่วนตัวของผู้เล่น</strong></p>
<p>ทุกท่านที่เล่นเอ็มอยู่เป็นประจำจะต้องเคยเปลี่ยนสถานะออนไลน์ของคุณเป็นแบบอื่นแล้วแต่สถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นสถานะ Online, Busy, Be right back, Away, Appear Offline ซึ่งบางครั้งก็ไม่ค่อยตรงกับสถานการณ์ของคุณจริงๆสักเท่าไหร่ ถ้าคุณเริ่มเบื่อกับสถานการณ์การออนไลน์แบบเดิมๆที่มีให้เลือกไม่กี่แบบแล้วละก็ Messenger Plus! Live สามารถช่วยคุณได้</p>
<p>โดยให้คุณเข้าไปที่หน้าต่าง <strong>Messenger Plus! Live ตัวเลือกต่างๆ</strong> คลิกเลือกที่แท็ป <strong>ปรับแต่ง</strong> แล้วเลือกที่<strong> สถานะส่วนตัว</strong></p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/109_12.gif" /></p>
<p>จากนั้นคลิกที่ปุ่ม <strong>เพิ่ม</strong> จะมีหน้าต่างใหม่โผล่ขึ้นมาคือ <strong>การตั้งค่าสถานะส่วนตัว</strong> เพื่อให้คุณเริ่มตั้งค่าสถานะการออนไลน์ที่เป็นของคุณเอง ซึ่งคุณสามารถตั้งค่าได้ตั้งแต่ชื่อของสถานะใหม่พร้อมแสดงข้อความส่วนตัวและไอคอนของสถานะใหม่รวมไปถึงข้อความตอบกลับแบบอัตโนมัติในขณะที่คุณอยู่ในสถานะออนไลน์ใหม่นั้นได้อีกด้วย นอกจากนี้คุณยังสามารถตั้งได้ด้วยว่าจะให้ส่งข้อความส่วนตัวอัตโนมัติไปถึงเพื่อนๆที่คุยกันอยู่ทุกๆกี่วินาที และยกเว้นการส่งข้อความนั้นๆให้เพื่อนคนไหนบ้าง คิดว่าเหมาะมากๆกับท่านที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/109_13.gif" /></p>
<p>นอกจากคุณสมบัติต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว Messenger Plus! Live ยังมีคุณสมบัติมันส์ๆสนุกๆอย่างอื่นอีกเช่น ความสามารถในการพิมพ์ส่งข้อความที่มีสีสันและรูปแบบพิเศษของตัวคุณเอง, ความสามารถในการใส่เสียงที่เป็นลูกเล่นส่วนตัวเพื่อใช้เพิ่มความสนุกในขณะพิมพ์ข้อความสนทนากับเพื่อน, การดูบันทึกเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นระหว่างที่คุณเปิดใช้โปรแกรม Windows Live Messenger และอื่นๆอีกมากมายเห็นมั้ยครับว่าโปรแกรมเสริมอย่าง Messenger Plus! Live ช่วยให้คุณใช้โปรแกรม Windows Live Messenger ได้อย่างสนุกสนานมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีส่วนของ Scripts ที่เพิ่มฟังก์ชันการทำงานพิเศษให้กับ Windows Live Messenger ซึ่งอีกคุณสมบัติหนึ่งที่สำคัญและน่าสนใจมากๆซึ่งจะขอเก็บรวบรวมไว้ในบทความตอนหน้าต่อไปครับ</p>
<p><strong>แหล่งที่มา</strong> SYNNEXTRA ฉบับที่ 30 โดย MR.SYNNEX</p></description>
</item>

<item>
<title>อีกครั้งกับการรีเซ็ตรหัสผ่าน Admin ด้วยคำสั่งดิบใน Vista!!</title>
<link>http://www.varietypc.net/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=108</link>
<description><p><u><strong>ระบบที่รองรับ</strong></u> Vista</p>
<p>หลังจากที่ปล่อยให้บทความเรื่อง <a href="modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=10"><strong>การรีเซ็ตพาสเวิร์ด Windows XP ด้วย Active Password Changer 3.0</strong></a> ติดอันดับ <strong>Top 5</strong> ติดต่อกันนานเป็นเวลาหลายเดือน วันนี้เรามารู้จักวิธีการรีเซ็ตพาสเวิร์ดอีกวิธีที่ใช้สำหรับ Windows Vista กันบ้างครับ </p>
<p>โดยปกติแล้ว รหัสผ่านของยูสเซอร์ทั้งหมดจะถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูลในรูปแบบ SQL Server โดยแยกเป็นชนิดของฟิลด์ (Field) และเรคคอร์ด (Record) ในระบบฐานข้อมูลให้เรียบร้อย โดยฝังไว้ในไฟล์ฐานข้อมูลที่ชื่อว่า SAM ดังนั้นถ้าติดปัญหาเรื่องการใช้รหัสผ่านตอน Log on เข้าระบบไม่ได้ ลองนำคำสั่งดิบๆรุ่นบุกเบิกอย่างคำสั่งดอสมาใช้ให้เกิดประโยชน์ แต่มีข้อเสียนิดนึงคือ มันอาจจะไปลบรหัสผ่านของยูสเซอร์ท่านอื่นๆออกไปด้วย ดังนั้นวิธีนี้จึงเหมาะในกรณีที่คุณต้องการรีเซตรหัสผ่านของยูสเซอร์ทุกคนพร้อมกัน เพื่อตั้งรหัสผ่านใหม่</p>
<p>ก่อนลงมือปลดรหัสผ่าน ให้ท่านนำแผ่นติดตั้ง Windows Vista Bootable DVD ใส่ไว้ในไดร์ฟ CD/DVD แล้วเข้าไปเซ็ตค่าในไบออสให้เครื่องบูตจากไดร์ฟ CD/DVD เป็นอันดับแรก เสร็จแล้วเรามาเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนรีเซตรหัสผ่านแบบรวดเดียวกันเลยครับ</p>
<p>1.เมื่อขึ้นหน้าจอและข้อความ <strong>Press any key to boot from CD or DVD...</strong> กดปุ่มอะไรก็ได้บนคีย์บอร์ด</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/108_1.gif" /></p>
2.รอสักครู่.. ก็จะโหลดเข้าสู่หน้าจอ Install Windows และในขั้นตอนนี้ไม่ต้องเลือกออปชันใดๆ คลิกปุ่ม Next เพื่อให้ระบบทำงานต่อไปได้เลย
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/108_2.gif" /></p>
3.เมื่อปรากฏหน้าจอในส่วนของการติดตั้ง Windows Vista คลิกที่หัวข้อ <strong>Repair your computer</strong>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/108_3.gif" /></p>
<p>4.รอให้ระบบของ Windows Vista โหลดการทำงานสักครู่ก็จะปรากฏหน้าจอ <strong>System Recovery Options</strong> ที่ใช้สำหรับการซ่อมระบบกรณีบูตเข้าสู่วินโดวส์ไม่ได้ แล้วคลิกปุ่ม Next</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/108_4.gif" /></p>
5.จะปรากฏหน้าจอ <strong>System Recovery Options</strong> ขึ้นมา เพื่อให้เลือกเครื่องมือสำหรับการกู้ระบบของ Vista แล้วคลิกที่หัวข้อ <strong>Command Prompt</strong> เพื่อเปิดหน้าต่างดอสขึ้นมา
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/108_5.gif" /></p>
6.จากนั้นภายในหน้าต่าง <strong>Command Prompt</strong> พิมพ์คำสั่งดอสต่อไปนี้เพื่อใช้ในการลบรหัสผ่าน
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/108_6.gif" /></p>
<p><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/108_7.gif" /></p>
<p>เพื่อออกจากโฟลเดอร์ Sources มาอยู่ที่ไดร์ฟของระบบแทน (ปกติมักจะเป็นไดร์ฟ C:)</p>
<p><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/108_8.gif" /></p>
เพื่อค้นหาไฟล์ sam ที่ลงท้ายด้วยนามสกุลอะไรก็ได้ รวมถึงที่ทำการซ่อนไฟล์ไว้ด้วย และจะทำการค้นหาให้ทั้งหมดในทุกๆไดเร็กทอรี่ย่อย แล้วแสดงรายงานข้อมูลทั้งหมดเมื่อค้นหาเจอแล้ว
<p><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/108_9.gif" /></p>
<p>เพื่อยกเลิกการซ่อนและการอ่านของไฟล์ sam</p>
<p><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/108_10.gif" /></p>
<p>ถ้าต้องการสำรองไฟล์ต้นฉบับเก็บไว้ ก็สามารถก็อปปี้ไฟล์ไปไว้ที่ไดร์ฟอื่นๆได้ (ในคำสั่งจะก็อปปี้ไปไว้ที่ไดร์ฟ C:)</p>
<p><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/108_11.gif" /></p>
<p>เพื่อลบไฟล์ sam.log ที่บันทึกรหัสผ่านไว้ทั้งหมด</p>
<p>จะพบว่า ในขั้นตอนนี้มีไฟล์ Sam ที่ไม่ทราบนามสกุล ดังนั้นเลยใช้ Sam.* คือครอบคลุมไฟล์ที่ชื่อ Sam ทุกนามสกุล ท่านสามารถกดปุ่มลูกศรซ้าย-ขวา, ขึ้น-ลงบนแป้นคีย์บอร์ด เพื่อย้อนดูคำสั่งเก่าดึงขึ้นมาแสดง จะได้ไม่เสียเวลาพิมพ์ หรือพิมพ์แค่อักษรตัวแรกหรือสองตัว แล้วกดปุ่ม &lt;TAB&gt; ก็จะปรากฏชื่อตัวอักษร, โพลเดอร์, ข้อความ มาต่อจากคำแรกให้อัตโนมัติ โดยไม่จำเป็นต้องพิมพ์ข้อความที่เหลือก็ได้ครับ</p>
<p>7.ปิดหน้าต่าง <strong>Command Prompt</strong> ก็จะกลับมาที่หน้าต่าง <strong>System Recovery Options</strong> เสร็จแล้วคลิกปุ่ม Restart เพื่อบูตเครื่องใหม่ ก็จะพบว่ารหัสผ่านที่ใช้สำหรับ Log On เป็นค่าว่างเปล่า คือไม่ต้องพิมพ์อะไรในช่อง Password เลยครับ</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/108_12.gif" /></p>
<p><strong>ขอขอบพระคุณแหล่งที่มา</strong> Windows Vista Technical Vol.1</p></description>
</item>

<item>
<title>บ็อกซ์ Run กับ Start Search แตกต่างกันอย่างไร?</title>
<link>http://www.varietypc.net/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=107</link>
<description><p align="left"><strong><u>ระบบที่รองรับ</u></strong> Vista</p>
<p align="center"><img alt="" src="/includes/FCKeditor/upload/Image/article/107_1.gif" /></p>
<p>บ็อกซ์ Run นี้ก็เปรียบได้กับบรรทัดคำสั่งหรือ Command line ที่อยู่ในดอสโหมด แต่เปลี่ยนรูปแบบมาให้ดูมีอินเตอร์เฟซแบบวินโดวส์ จุดประสงค์ในการใช้งานบ็อกซ์ Run ก็คือ ใช้สำหรับรันไฟล์คำสั่งที่ลงท้ายด้วยนามสกุล .exe (Executable) ซึ่งหากยูสเซอร์รู้คำสั่งพิเศษของวินโดวส์แล้วละก็ จะสามารถเข้าไปจัดการระบบภายในของวินโดวส์ได้เลย โดยเฉพาะการเข้าไปแก้ไขค่า Registry ผ่านคำสั่ง &quot;regedit.exe&quot; แต่นามสกุล .exe ไม่จำเป็นต้องพิมพ์ลงไปด้วยก็ได้ เพราะระบบมันรู้จักอยู่แล้ว</p>
<p>คราวนี้มาดูกันว่า Run มันฉลาดกว่า Command Line ตรงไหน?</p>
<p>ทราบหรือไม่ครับว่า ในบ็อกซ์ Run นั้น ยูสเซอร์สามารถรันโปรแกรม, เปิดโฟลเดอร์, เปิดไฟล์เอกสารเวิร์ด และโปรแกรมอื่นๆได้อีกด้วย เพียงแต่ต้องพิมพ์พาธของไดเรกทอรีและชื่อไฟล์ให้ถูกต้อง และยังสามารถพิมพ์ www เพื่อเปิดเว็บไซต์ได้ด้วย ทำหน้าที่คล้ายๆกับช่อง Address bar ของโปรแกรม Internet Explorer เลย และถ้ารู้สึกเบื่อที่จะค้นหาโปรแกรมจากเมนู Start ล่ะก็ ลองใช้วิธีนี้ดูครับ</p>
<p>สมมติว่า ต้องการเปิดโปรแกรม Notepad ขึ้นมาใช้งาน ลองพิมพ์ชื่อโปรแกรมนี้เข้าไปในบ็อกซ์ Run แล้วกดปุ่ม Enter ระบบก็จะเปิดโปรแกรม Notepad ให้ทันที หรือพิมพ์ชื่อ URL ของเว็บไซต์ตามต้องการลงไปก็จะปรากฏหน้าเว็บไซต์ขึ้นมาให้อัตโนมัติ ข้อดีอีกอย่างคือ มันยังบันทึกคำสั่งเก่าๆที่เคยเรียกใช้งานไปแล้ว ทำให้ง่ายเวลาย้อนกลับไปใช้งานคำสั่งเดิม เพียงแค่คลิกเลือกจาก Dropdown List ก็จะปรากฏคำสั่งเก่าขึ้นมาทั้งหมดให้เลือกใช้งานได้เลย</p>
<p><strong>Start Search</strong> เป็นเครื่องมือที่ Vista พัฒนาขึ้นมาใหม่ โดยรวมเอาความสามารถของ Search รวมเข้ากับ Run กลายเป็นเครื่องมือค้นหาและรันคำสั่งแบบ 2 in 1 ก็เลยทำให้เครื่องมือเก่าอย่าง Run ตกกระป๋องไปเลย โดยไมโครซอฟต์ได้พัฒนา Start Search ให้เป็นได้มากกว่า Run คือ นอกจากจะใช้เป็น Command Line ของวินโดวส์ที่ใช้รันคำสั่งแล้ว ยังสามารถใช้ค้นหาโปรแกรมหรือข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย นับว่าเป็นฟีเจอร์ที่ผมคิดว่าทำได้ยอดเยี่ยมมากเลยทีเดียว ข้อเสียคือ มันไม่ขึ้นคำสั่งเก่าที่พิมพ์ไปแล้วให้ เราต้องคอยพิมพ์คำสั่งใหม่ในทุกครั้ง</p></description>
</item>

</channel>
</rss>